Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

Photo Albumอัลบั้มภาพ 2011-07-10Jul 10, '11 11:43 AM
for everyone
ddd
dThumbnaild
ddd

สืบค้นข้อมูล

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

www.aseanthailand.org/

www.thaimaster.info/pornpilai/wannisa/asean/asean_info.html

www.mfa.go.th/web/2867.php

www.youtube.com/watch?v=IbWLmDTLWSs

          

 

 

        

 

วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน

 

วัน สิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน

         มารวมพลังกันสรรค์สร้าง ให้โลกนี้น่าอยู่ ด้วยการร่วมมือร่วมใจกัน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่งแต้มให้โลกนี้สวยงาม
         เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมี ชีวิตอื่น ๆ ถ้าหากสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และถ้าหากสิ่งแวดล้อมเกิดปัญหามลพิษขึ้นมาก็จะทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์และ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เช่นกัน
         ปัจจุบันปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม เช่น การขาดแคลนอาหาร วิกฤตการณ์พลังงาน อัตราการเพิ่มของประชากรที่สูงมาก รวมทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษและปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะเสื่อมโทรมของ สิ่งแวดล้อมอีกหลายประการ
          หาก ปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการป้องกันหรือแก้ไข ผลที่มาจะก่อให้แก่ความเดือดร้อนแก่มนุษย์ชาติอย่างมหันต์
          วันที่ 5 -16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 สหประชาชาติร่วมกับรัฐบาลประเทศสวีเดน ได้จัดการประชุมที่เรียกว่า " การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์" (UN Conference on The Humen Environment) ที่กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยใช้เวลาเตรียมการประชุมครั้งนี้ถึง 3 ปี เพื่อจัดทำร่างข้อเสนอต่างๆ รวมทั้งแผนดำเนินการและปฏิญญาว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ มีผู้เข้าร่วมประชุม 1,200 คน จาก 113 ประเทศ ผู้สังเกตุการณ์มากกว่า 1,500 คน จากหน่วยงานรัฐ องค์กรเอกชนและสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ รวมทั้งตัวแทนเยาวชนและกลุ่มนักศึกษาจากทั่วโลก
           ดังนั้น เพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือระหว่างชาติทั่วโลก จึงได้มีการกำหนดให้วันแรกของการประชุม คือ วันที่ 5 มิถุนายน เป็น "วันสิ่งแวดล้อมโลก" (World Environment Day) พร้อมทั้งได้จัดตั้ง "โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ" หรือเรียกย่อว่า "ยูเนป"(UNEP : United Nation Environment Programe) ขึ้น ซึ่งรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ก็ได้รับข้อตกลงจากการประชุมคราวนั้น และจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน ซึ่งในปี 2547 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาติ ได้กำหนดหัวข้อการรณรงค์ เพื่อใช้ร่วมกันทั่วโลกว่า Wanted ! Sea and Oceans - Dead or Live ? "ร่วมพิทักษ์ ร่วมรักษ์ทะเลไทย"
           สำหรับในประเทศไทย มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขึ้นในปี 2518 เป็นฉบับแรก เรียกว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พุทธศักราช 2518 ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ ฉบับที่ 2 ป ีพ.ศ.2521 และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 3 พ.ศ.2522 ต่อมาในสมัยรัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน ได้มีร่างพระราชบัญญัติฯ ขึ้นใหม ่โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน2535 เรียกว่า   พระ ราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  กรมควบคุมมลพิษ และกรมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
            ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นหน้าที่ของทุกๆ คน ที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มาสร้างสรรค์โลกนี้ให้สวยงาม สดใส น่าอยู่ ด้วยการร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
คำขวัญ
2528 (1985)     Youth, Population and Environment เยาวชน ประชากรและสิ่งแวดล้อม
2529 (1986)     A Tree for Peace ต้นไม้เพื่อสันติภาพ
2530 (1987)     Theme : Public Participation, Environment Protection and Sustainable Development
2531 (1988)     Slogan : When people put the environment first, development will last การมีส่วนร่วม ของประชาชน การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
2532 (1989)     Global Warming ; Global Warming ภาวะโลกร้อน
2533 (1990)     Children and the Environment (Our Children, Their Earth) เด็กและสิ่งแวดล้อม
2534 (1991)     Climate Change : Need for Global Partnership การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ
2535 (1992)     Only One Earth : Care and Share
2536 (1993)     Poverty and the Environment : Breaking the Vicious Circle
2537 (1994)     One Earth, One Family โลกใบเดียวครอบครัวเดียวกัน
2538 (1995)     We The Peoples, United for the Global Environment ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของ สิ่งแวดล้อมโลก
2539 (1996)     Our Earth, Our Habitat, Our Home รักโลก : ดูแลถิ่นฐานบ้านเรา
2540 (1997)     For Life on Earth เพื่อชีวิตที่ยั่งยืนบนผืนโลก
2541 (1998)     For Life on Earth "Save our Seas" "เศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงชีวิตยั่งยืน
2542 (1999)     "Our Earth, Our Future … Just Save It" รักโลก รักอนาคต รักษ์สิ่งแวดล้อม
2543 (2000)     2000 The Environment Millennium : Time to Act ปี 2000 สหัสวรรษแห่งสิ่งแวดล้อม : ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อโลก เพื่อเรา"
2544 (2001)     CONNECT with the World Wide Web of Life เชื่อมโยงโลกกว้าง ร่วมสร้างสานสายใยชีวิต
2545 (2002)     Give Earth a Chance ให้โอกาสโลกฟื้น คืนความสดใสให้ชีวิต
2546 (2003)     Water - Two Billion People are Dying for It! รักษ์น้ำเพื่อสรรพชีวิต ก่อนวิกฤติจะมาเยือน
2547 (2004)     Wanted ! Sea and Oceans - Dead or Live ? ร่วมพิทักษ์ ร่วมรักษ์ทะเลไทย
2548 (2005)     GREEN CITIES PLAN FOR THE PLANET “เมืองเขียว สดใส ร่วมใจวางแผนเพื่อโลก”
2549 (2006)     DON'T DESERT DRYLANDS! “เพิ่มความชุ่มชื้น คืนสู่ธรรมชาติ”
2550 (2007)     MELTING ICE-A HOT TOPIC ลดโลกร้อน  ด้วยชีวิตพอเพียง
2551 (2008)     Co2 Kick the Habit ! Towards a Low Carbon Economy ลดวิกฤติโลกร้อน : เปลี่ยนพฤติกรรม ปรับแนวคิด สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
2552 (2009)     Your Planet Needs you! Unite to Combat Climate Change คุณคือพลังช่วยหยุดยั้งภาวะโลกร้อน
2553 (2010)     Many Species One Planet One Future ความหลากหลายทางชีวภาพ กู้วิกฤติชีวิตโลก
เรียบเรียงข้อมูลโดยทีมงาน GigGog.com

ป่าไม้ร่วมจัด“วันสิ่งแวดล้อมโลก” ระดม5,000กล้าไม้มงคงแจกปชช.
นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยในปี 2554 นี้ ได้กำหนดกิจกรรมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลกภายใต้หัวข้อและคำขวัญ “Forests: Nature at Your Service” หรือ “ป่าไม้มีคุณ เกื้อหนุนสรรพชีวิต คิดถนอมรักษา” ซึ่งในส่วนของประเทศไทย หน่วยงานในสังกัด ทส. เตรียมจัดกิจกรรมในวันที่ 5 มิถุนายน ที่ อาคารคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในส่วนของกรมป่าไม้ได้ร่วมจัดกิจกรรม อาทิ การเสวนาวิชาการเรื่องพื้นที่สีเขียวจากเมืองสู่ป่า และคาร์บอนเครดิต การจัดนิทรรศการความรู้เกี่ยวกับไม้ชนิดต่างๆ การเพาะกล้าไม้ด้วยถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ รวมทั้งมีการนำกล้าไม้มงคลกว่า 3,000 กล้า และกล้าไม้สักมงคลสายพันธุ์เสาชิงช้า 2,000 กล้า มาแจกจ่ายให้กับผู้มาร่วมงานเพื่อนำไปปลูกที่บ้าน

นายสุวิทย์ ย้ำว่า กรมป่าไม้มีนโยบายให้ดำเนินโครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าไม้มาตลอด เช่น โครงการราษฎรพิทักษ์อาสาสมัครพิทักษ์ป่า เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมูบ้าน โครงการพุทธอุทยานที่พระสงฆ์กับชาวบ้านช่วยกันดูแลพื้นที่ป่าไม้ในเขตป่าสงวน และการส่งเสริมให้มีการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทำให้พื้นป่าเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมาตรการที่เข้มงวดกับผู้บุกรุกทำลายป่า สำหรับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า โดยการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันรักษาป่าในลักษณะของป่าชุมชน และการปลูกป่าในแบบประชาอาสาในโอกาสวันสำคัญต่างๆ
วันที่ 3/6/2011

http://twirhl.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81/

ปี พ.ศ.  2554 นี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้กำหนดจัดกิจกรรมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลก ณ เมืองมุมไบและเดลฮี  ประเทศอินเดีย ภายใต้หัวข้อเรื่องและคำขวัญเป็นภาษาอังกฤษว่า “Forests : Nature at Your Service” ส่วนประเทศไทยได้มีคำขวัญภาษาไทยว่า ป่าไม้มีคุณ เกื้อหนุนสรรพชีวิต คิดถนอมรักษา โดย เน้นสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่าแต่ละคนสามารถปฏิบัติการที่ส่งผลกระทบต่อโลกได้ ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การปลูกต้นไม้ในโรงเรียน การกำหนดวันงดใช้รถยนต์  การทำความสะอาดบ้านเรือนในชุมชน การทำความสะอาดสวนสาธารณะ ฯลฯ คำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2554 นี้จะสนับสนุนกิจกรรมที่สอดคล้องกับประกาศขององค์การสหประชาชาติที่กำหนดปี 2011 เป็น International Year of Forests ปีสากลแห่งการอนุรักษ์ป่าไม้และปี 2011-2020 เป็น ทศวรรษแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ”  (Decade of Biodiversity) ซึ่งต่อเนื่องจากปี 2010 ที่เป็นปี “The International Year of Biodiversity” ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ

เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกนี้ จึงมี 80 วิธีหยุดโลกร้อน มาฝาก ไม่ว่าใครก็สามารถช่วยลดความร้อนให้กับโลกได้ตั้ง 80 ช่องทาง

http://teacherkobwit2010.wordpress.com/2011/06/05/5-%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99-2554-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD/

โลกไม่เหมือนเดิมแล้ว ''น้ำเป็นภัย!!'' ต่อไปไทยยิ่งจมหนัก?
 

หากมีสิ่งมีชีวิตนอกโลกจับตาความเป็นไปของมนุษย์โลกอยู่ ในระยะหลัง ๆ และในช่วงนี้ ก็คงจะเห็นชัดเจนถึง ’ความโกลาหลอลหม่านของชาวโลก“ ในหลายประเทศ และรวมถึงในประเทศไทย ’อันเนื่องจากภัยน้ำ“ รูปแบบต่าง ๆ ทั้งน้ำทะเลสูง คลื่นยักษ์สึนามิ พายุฝน ซึ่งความโกลาหลนี้ดูผิวเผินเป็นเพราะธรรมชาติ
   
แต่พิจารณาลึก ๆ แล้ว...มนุษย์เองมีส่วนอย่างสำคัญ  
   
มนุษย์ทำลายธรรมชาติมาก...ธรรมชาติก็พิโรธมาก!!

   
’หากมองโลกในภาพรวม ต้องยอมรับว่าระดับน้ำบนโลกสูงขึ้น ซึ่งอาจจะสูงขึ้นไม่กี่เซนติเมตร แต่ไม่กี่เซนติเมตรนี่ก็มีความหมาย“ ...นี่เป็นการระบุของนักวิทยาศาสตร์อาวุโส รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุปตระกุล
   
กับระดับน้ำบนโลกสูงที่ขึ้นนั้น นักวิทยาศาสตร์ไทยรายนี้บอกว่า... สาเหตุหนึ่งมาจาก “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งยุคนี้ทุก ๆ คนต่างก็พอจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาวะโลกร้อนนั้นเกิดมาจากอะไรบ้าง และมีอีกหนึ่งความเห็นจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพ ที่บอกว่า... เกิดจาก “รังสีคอสมิก ที่มาจากดวงอาทิตย์ และกาแล็กซี”
   
ความคิดเห็นประการหลังนี่ก็กำลังดังขึ้นมา

   
ทั้งนี้ ภาวะ ’น้ำมาก-น้ำหลาก-น้ำท่วม“ นั้น ในยุคปัจจุบันไม่ได้เกิดกับประเทศไทยที่เดียวในโลก แต่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ ส่วนกับประเทศไทยนั้น รศ.ดร.ชัยวัฒน์ บอกว่า... จากการติดตามเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่คราวนี้ พบว่าเป็นอีกปีที่ปริมาณน้ำที่มาจากทางเหนือเยอะมาก และภาคกลางก็มีฝนตกมาก แต่โชคดีของประเทศไทยอย่างหนึ่งคือ ฝนไม่ได้ตกต่อเนื่องอย่างหนัก 6-7 วันติดต่อกัน เหตุการณ์จึงไม่เลวร้ายหนักไปกว่านี้
   
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ระบุว่า... น้ำท่วมปีนี้ระดับน้ำมากกว่าปี 2485 ซึ่งน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ แต่ภาพในปี 2485 นั้นรุนแรงกว่าปีนี้ นั่นเพราะปัจจุบันระบบการป้องกัน การระบายน้ำ ดีกว่าในอดีต จึงทำให้ดูไม่รุนแรงกว่า
   
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ ในเมื่อทราบว่าเหตุหนึ่งของการเกิดภัยจากน้ำคือภาวะโลกร้อน ประชาชนทุกคนก็ต้องช่วยกันในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยกันรักษาสภาวะแวดล้อม ไม่ตัดไม้ทำลายป่า
   
’และสิ่งที่จะป้องกันไม่ให้น้ำท่วมซ้ำซากต่อไปคือ การมีกระบวนการแก้ไขปัญหาน้ำจากการรู้จริง เข้าใจจริง อย่างเป็นระบบ การมีระบบผังเมืองที่ถูกต้อง การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบซึ่งสำคัญที่สุด“ ...นักวิทยาศาสตร์อาวุโสรายนี้กล่าว ซึ่งอย่างหลังนี้ก็ขึ้นอยู่กับภาครัฐ แต่ก็เกี่ยวพันถึงประชาชน
   
ด้าน ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้อำนวยการโรงเรียนสัตยาไส อดีตนักวิทยาศาสตร์องค์การนาซา ระบุถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นว่า... ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น  เพราะฉะนั้นน้ำจากมหาสมุทรจะระเหยออกมามากขึ้น ซึ่งกลายเป็นความชื้นและเมฆ เมื่อมีความชื้นและมีเมฆมาก จึงทำให้มีความชื้นตลอดปี และเป็นเหตุทำให้สภาพดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปหมด ซึ่งก็ จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานหลายปีหากไม่ลดภาวะโลกร้อนให้ได้ผล และก็จำเป็นต้องพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
   
“การเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ ปรากฏการณ์ธรรมชาติใหม่ ๆ เกิดจากภาวะโลกร้อน และไม่ใช่เกิดกับประเทศไทยที่เดียว แต่เกิดกับทั่วโลก เท่าที่มองโดยทั่วไปสถานการณ์ในอนาคตจะยังไม่ดีขึ้น เพราะสภาวะความชื้นจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่ง สึนามิ
แผ่นดินไหว ก็จะเกิดขึ้นบ่อย เพราะเปลือกโลกเคลื่อนไหว”
   
ดร.อาจอง ระบุอีกว่า... มนุษย์มีการก่อสร้างที่ส่งผลถึงเรื่องน้ำ ในไทยก็ยกตัวอย่างเช่น สนามบินสุวรรณภูมิ แทนที่พื้นที่จะเป็นแก้มลิงรับน้ำ กลับกลายเป็นสนามบิน ก็เสี่ยงมากขึ้นที่น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ
   
กรณีภาวะโลกร้อน ดร.อาจอง บอกว่า... ที่จะส่งผลกับประเทศไทยโดยตรงมี 2 อย่างคือ ผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้น้ำท่วมมากขึ้น และการที่เปลือกโลกเริ่มเคลื่อนไหวจนเกิดรอยร้าว ซึ่งจะทำให้ เกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยมากขึ้น นี่คือ 2 อย่างการเปลี่ยนแปลงที่ไทยเราต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี
   
เรื่องน้ำทะเลสูงขึ้น ถ้าไม่สร้างเขื่อนกั้นตรงอ่าวไทย ก็ต้องคิดย้ายเมืองหลวงภายใน 6 ปี เพราะอีก 15 ปีข้างหน้าน้ำจะเริ่มท่วมกรุงเทพฯ ?? สิ่งที่ดีที่สุดคือต้องสร้างเขื่อนกั้นไว้ก่อน รัฐบาลต้องคิดและวางแผนตั้งแต่วันนี้ ต้องทำเป็นวาระแห่งชาติ ต้องวางแผนล่วงหน้า 10 ปี ต้องวางแผนให้ดี เพื่อไม่ให้สูญเสียสถานที่สำคัญไป
   
“จะกลายเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราพูดถึงภัยอันตรายส่วนรวมแล้วมนุษย์เลิกทะเลาะกันเสียที เรามีภัยธรรมชาติเป็นศัตรูร่วมกัน ถ้าไม่ป้องกันอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปกรุงเทพฯและภาคกลางหลายจังหวัดจมน้ำแน่?? ฉะนั้นรัฐบาลต้องเร่งตัดสินใจ คนไทยต้องเลิกทะเลาะกัน คนไทยต้องสามัคคีกัน และปฏิบัติธรรมให้มาก ๆ ถ้าเราช่วยกัน เราก็จะอยู่ร่วมกันได้ และ ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วย คนไทยเราก็จะอยู่ได้ด้วยตัวของเราเอง ท่ามกลางความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในโลก ในอนาคตอันใกล้” ...ดร.อาจอง ระบุ
   
ใครจะเชื่อ-ไม่เชื่อเรื่องน้ำทะเลสูงท่วมกรุงเทพฯ...สุดแท้แต่
   
แต่...ในไทยก็คล้ายจะมีบทพิสูจน์ว่า ’ภัยน้ำกำลังถล่มโลก“
   
และ ’ทางรอด“ คนไทย...คือ ’ต้องพอเพียง-ต้องสามัคคี!!“.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สรุปความช่วยเหลือจากต่างประเทศต่อไทยตอนนี้
 

จีน

จีนบริจาคเงิน 50 ล้านบาท เรือ 128 ลำ เครื่องกรองน้ำและถังบรรจุน้ำ ส่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงชลประทานนาย Liu Ning พร้อมเจ้าหน้าที่เทคนิคมาให้คำปรึกษา 
บริจาคครั้งที่ 2 เป็นเรือ 20 ลำ เครื่องกรองน้ำ 30 ชุด เสื้อ 20,000 ตัว เต๊นท์ 1,300 หลัง ถุงทราย 8,000 ถุง 
บริจาคครั้งที่ 3 เป็นเครื่องสูบน้ำ 20 เครื่อง 
บริจาคครั้งที่ 4 เป็นเรือ 165 ลำ เครื่องกรองน้ำ 120 ชิ้น ถุงทราย 26,000 ถุง ไฟฉายพลังงานแสงอาทิตย์ 5,008 อัน 
บริจาคครั้งที่ 5 จีนส่งความช่วยเหลือกู้ภัยน้ำท่วมไทยเพิ่มเติมอีก 150 ล้านบาท หลังจากที่ได้ส่งความช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่รัฐบาลไทยไปแล้วก่อนหน้านี้ 90 ล้านบาท พร้อมเรือขนาดใหญ่ 64 ลำ และเครื่องกรองน้ำดื่มจำนวนมาก 


ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นบริจาคเงิน 12 ล้านบาท 
บริจาคครั้งที่ 2 เป็นสิ่งของมูลค่า 10 ล้านบาท ประกอบด้วยสุขาเคลื่อนที่ 240 หน่วย เครื่องยนต์เรือ 200 เครื่อง เสื้อชูชีพ 450 ชุด พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ 2 คณะ เพื่อสำรวจสถานการณ์ในพื้นที่เพื่อประกอบการพิจารณาความช่วยเหลือในการฟื้นฟูและป้องกันภัยในอนาคต 
Honda บริจาคเงิน 112 ล้านบาท 


อินโดนิเซีย

อินโดนิเซียบริจาคเงิน 95.5 ล้านบาท 


EU (European Union) 
สหภาพยุโรป

บริจาคเงิน 60 ล้านบาท 


บาห์เรน

บาห์เรน บริจาคเงิน 60 ล้านบาท

มาเลเซีย

มาเลเซียบริจาคเงิน 30.9 ล้านบาท 



ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียบริจาคเงิน 16 ล้านบาท 



เกาหลีใต้


เกาหลีใต้บริจาคเงิน 6 ล้านบาท 
บริจาคครั้งที่ 2 เป็นถุงบรรจุทราย 100,000 ถุง 
บริจาคครั้งนี้ 3 เป็นเครื่องกรองน้ำขนาดใหญ่ที่ผลิตน้ำดื่มให้กับคน 3,000 คนได้ 



อินเดีย

อินเดียบริจาคเงิน 6 ล้านบาท



เยอรมัน


รัฐบาลเยอรมันบริจาคเงิน 1.7 ล้านบาทเพื่อซื้อเรือกู้ภัยและสิ่งของบรรเทาทุก และมอบที่นอนและผ้าห่มให้ศูนย์พักพิง มธ.ศูนย์รังสิต 
บริจาคครั้งที่ 2 เป็นเงิน 4.2 ล้านบาทพร้อมส่งนักโบราณคดีเพื่อให้ความช่วยเหลือในการบูรณะโบราณสถานในอยุธยา



 

คนไทยต่างแดน

กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับเงินบริจาค จากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก และชุมชนไทยในต่างประเทศ จำนวน 4 ล้านบาท 



สหรัฐอเมริกา


สหรัฐบริจาค 3 ล้านบาทให้กาชาดไทย เสนอส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลือ ส่ง C-130 พร้อมและสอบทรายและทีมช่วยเหลือด้านเทคนิคจาก USMC ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington เข้ามาลอยลำที่อ่าวไทยเพื่อเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือ 



สิงคโปร์


สิงคโปร์บริจาคเงิน 2.4 ล้านบาท 
องค์กร Mercy Relief จากสิงคโปร์มอบอาหาร 70,000 ถุง เรือกู้ภัย 12 ลำ 
บริจาคครั้งที่ 2 รัฐบาลสิงคโปร์บริจาคเต้นท์ 150 หลัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 5 เครื่อง



นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์บริจาคเงิน 2.4 ล้านบาท



เดนมาร์ค

เดนมาร์คบริจาคเงิน 1.6 ล้านบาท



ลาว


ลาวบริจาคเงิน 1.5 ล้านบาท 



สวิสเซอร์แลนด์

สวิสเซอร์แลนด์บริจาคเงิน 1 ล้านบาท 
บริจาคครั้งที่ 2 เสนอบริจาคเงิน น้ำสะอาด และอาหาร รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค โดยเฉพาะการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมหลังภัยพิบัติ และการจัดการทรัพยากรน้ำ



อิสราเอล

อิสราเอลเสนอให้คำแนะนำการจัดการน้ำ 
บริจาคครั้งที่ 2 เป็นอาหารแห้ง 300 ถุงและสิ่งของช่วยเหลือมูลค่า 3 แสนบาท 



เนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมาช่วย



UN Office for the Coordination of Humanitarian Affairs (UN OCHA)


สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ UN Office for the Coordination of Humanitarian Affairs (UN OCHA) เสนอความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เช่น การประสานความช่วยเหลือ การบริหารจัดการข้อมูลและรายงานต่างๆ การให้ข้อแนะนำเรื่องการฟื้นฟู และสังคมสงเคราะห์ 



International Organization for Migration


International Organization for Migration ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติเพื่อการย้ายถิ่นฐานเสนอให้คำปรึกษาเรื่องการจัดตั้งศูนย์อพยพ และมอบของที่จำเป็นเช่น เรือ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุก 



World Food Program

โครงการอาหารโลก (World Food Program) ส่งเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำเรื่องการจัดการการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

บังคลาเทศ

บริจาคเงินให้รัฐบาลไทย ชวยเหลือน้ำท่วม 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ



ขอบคุณ : naya888 @ thailandsusu.com

 

 โดย :เปปเปอร์ (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม 2554 เวลา 15:37 น.]  
     ดิน : แนวทางการศึกษาทางดิน
     
.....
 
 
    มนุษย์เริ่มสนใจและศึกษาดินโดยคิดว่า ดินเป็นแหล่งของธาตุอาหารซึ่งเกี่ยวข้องกับเจริญเติบโตของพืชกันมาเป็นเวลานานแล้ว เริ่มจากในทวีปยุโรป ตั้งแต่สมัยอริสโตเติล เมื่อประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาภายหลังจึงเกิดแนวความคิดในการมองดินเป็นวัสดุตามธรรมชาติที่แตกต่างไปจากวัสดุชนิดอื่นๆ และได้มีการศึกษาดินกันอย่างจริงจังในเชิงวิทยาศาสตร์
 
บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น "บิดาแห่งปฐพีวิทยา" คือ โดคุเชฟ (V.V. Dokuchaev) ชาวรัสเซีย ซึ่งได้สร้างผลงานการศึกษาดิน Chernozems จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นผลงานวิทยาศาสตร์ทางด้านปฐพีวิทยาจริงๆ เล่มแรกของโลก      ต่อมาภายหลังจึงได้มีพัฒนาการของการศึกษาดินในทวีปอเมริกาขึ้นและเปิดโอกาสให้มีการศึกษาดินอย่างกว้างขวางในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในด้านลักษณะของดินแต่ละชนิด และในด้านความสัมพันธ์ระหว่างดินและพืชมาจนถึงปัจจุบัน เราเรียกผู้ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับดินว่า   "นักวิทยาศาสตร์ทางดิน" (soil scientist) หรือ "นักปฐพีวิทยา"
 
   การศึกษาเกี่ยวกับดิน โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร ในปัจจุบัน มีการแบ่งแนวทางการศึกษาออกเป็น 2 แนวทางหลัก คือ

1. ปฐพีวิทยาธรรมชาติ (pedology)
   
     มุ่งเน้นการศึกษาดินในสภาพที่เป็นวัตถุที่มีอยู่ตามสภาพธรรมชาตเพื่อเรียนรู้สมบัติต่างๆ ของดินทั้งสมบัติภายนอกและภายใน โดยการศึกษาจะเน้นหนักไปทางด้านการเกิดดิน ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดการสร้างตัวของดิน และการแจกแจงชนิดของดิน เพื่อนำมาจัดหมวดหมู่ในระดับต่างๆ ตามระบบการจำแนกดินที่ใช้ รวมถึงการจัดทำแผนที่แสดงขอบเขตดินของดินชนิดต่างๆ ในทางภูมิศาสตร์ด้วย
    ผู้ที่ทำการศึกษาดินในลักษณะนี้เราเรียกว่า “นักสำรวจดิน” (soil surveyor)ู่

 
   
2. ปฐพีสัมพันธ์ (edaphology)
   
       เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างดินกับสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะพืช เน้นหนักในด้านสมบัติต่างๆ ของดินที่มีผลต่อการให้ผลผลิตของพืช ได้แก่ ความอุดมสมบูรณ์ของดินและความสามารถของดินที่จะให้ธาตุอาหารแก่พืช รวมถึงเคมีฟิสิกส์ แร่วิทยา และกิจกรรมของจุลินทรีย์ต่างๆ ในดินที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพืชอีกด้วย

     หลักทั่วไปในการคึกษาด้านนี้คือ การหาวิธีเพิ่มผลผลิตพืชจากดินและที่ดิน ศึกษาเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย และการตอบสนองต่อธาตุอาหารในดิน และการตอบสนองต่อปุ๋ยที่ใส่ลงในดิน เพื่อให้ดินสามารถเพิ่มผลผลิตของพืชได้มากขึ้น
   
   
   
อ่านต่อ >>
 
กำเนิดของดิน
ดิน..คืออะไร
ดิน..สำคัญอย่างไร
โลกของเรามีดินอยู่มากน้อยแค่ไหน
ส่วนประกอบของ..ดิน
ปัจจัยที่ควบคุมการสร้างดิน
ลักษณะและสมบัติของดิน
แนวทางการศึกษาเกี่ยวกับดิน
เขาสำรวจดิน..กันอย่างไร
ดินของประเทศไทย
แผนที่ดินและการใช้ประโยชน์
ประเภทของดิน
ดินที่มีปัญหาทางการเกษตร
แหล่งข้อมูล..ที่น่าสนใจ
   

 

....
   กลับหน้าหลัก
:: สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน   กรมพัฒนาที่ดิน   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ::   
๒๐๐๓/๖๑  ถนนพหลโยธิน  เขตจตุจักร  กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐

โทร. ๐๒๕๖๒ ๕๑๐๐ ต่อ ๑๓๖๗, ๑๓๓๙  

 

http://osl101.ldd.go.th/easysoils/s_study.htm

ราชินีพระราชทานคำขวัญวันแม่ปี2554
 


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ แก่ปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2554 เพื่ออัญเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันแม่แห่งชาติปี 2554 ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ความว่า

"เพลงชาติไทยเตือนไทยไว้เช้าค่ำ

ให้จดจำจารึกใจไว้ทุกส่วน

จะดำรงคงไทยได้ทั้งมวล

ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี"


innnews

 

 โดย :ดุ๊กดิ๊ก (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม 2554 เวลา 14:23 น.]  



 



ขอให้นักเรียนและสมาชิกเตรียมความพร้อมในการสืบค้น แลกเปลี่ยนเรียนรู้แหล่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและคำนึงถึงกติกาที่ได้ทำความเข้าใจไว้ด้วยนะคะ  ขอให้ทุกคนมีความสุขในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะ

                                                                                   ครูสุภาวดี


                                   

            วันจักรี ตรงกับวันที่ ๖ เมษายนของทุกปี 
        เป
ประวัติการตั้งชื่อวันจักรีมีว่า เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของไทย มาจนทุกวันนี้
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้า ฯ ให้หล่อพระบรมรูป พระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๔ พระองค์ ( ร.๑ - ๔ ) เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์ องค์ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนได้ถวายบังคมระลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ เป็นธรรมเนียมปีละครั้ง และโปรดเกล้าให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีการย้ายที่หลายครั้ง เช่นพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท และพระที่นั่งศิวาลัยปราสาทเป็นต้น  ในรัชกาลที่ ๖ โปรดให้ย้ายพระบรมรูปทั้ง ๔ ( ร.๑ - ๔ ) มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๕ พระชนกนาถ พระที่นั่งองค์นี้ รัชกาลที่ ๖ โปรดให้ซ่อมจากพุทธปรางค์ปราสาท เพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ และได้พระราชทานนามดังกล่าว การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง ๕ รัชกาล สำเร็จลุล่วงในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑ จึงได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ ๖ เมษายนปีนั้น และต่อมา โปรด ฯ ให้เรียกวันที่ ๖ เมษายนว่า  วันจักรี                                                                                                         http://pchkkhan.nso.go.th/nso/home/index_news.jsp?pageno=10&id=852&province_id=31

                            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 จนถึงปัจจุบัน ทรงพระสถานะเป็นประมุขแห่งรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระชนมชีพอยู่และทรงอยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในโลก และเสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยด้วยเช่นกัน

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพในราชสกุลมหิดลอันเป็นสายหนึ่งในราชวงศ์จักรี ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ซึ่งเหตุที่พระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นพระโอรสองค์ที่สามในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในกาลต่อมา) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระนามขณะนั้นว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกพระองค์เป็นการลำลองว่า "เล็ก" พ.ศ. 2475 เมื่อเจริญพระชนมายุได้สี่พรรษา เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2476 จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซาน   พ.ศ. 2477 เมื่อพระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระบรมเชษฐาธิราช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ก็ทรงได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น "สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช"
พ.ศ. 2488 ทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนยิมนาส คลาซีค กังโตนาล แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน แผนกวิทยาศาสตร์ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน โดยต้องพระแสงปืนที่พระกระหม่อม ณ พระที่นั่งบรมพิมาน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชได้ตัดสินพระทัยรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ สืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา จึงทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่เปลี่ยนสาขาจากวิทยาศาสตร์ ไปเป็นสาขาสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับตำแหน่งประมุขของประเทศทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถมีพระราชโอรสและพระราชธิดาด้วยกันสี่พระองค์ตามลำดับดังต่อไปนี้
1.ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
2.สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร
3.สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี
4.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี                                    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ทรงครองราชย์เป็นประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสามารถสรุปได้ดังนี้
-มูลนิธิชัยพัฒนา
-มูลนิธิโครงการหลวง
-โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา
-โครงการหลวงอ่างขาง
-โครงการปลูกป่าถาวร
-โครงการแก้มลิง
-โครงการฝนหลวง
-โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
-โครงการแกล้งดิน
-กังหันชัยพัฒนา
-แนวพระราชดำริ ผลิตแก๊สโซฮอล์ในโครงการส่วนพระองค์ (พ.ศ. 2528)
-แนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง

                                                              ข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย

                      

        

       

       

                             

                          

 

                           

 

               

          

                             

            ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

                            ข้าพระพุทธเจ้าลูกหลานชาวไทย

 

www.scc.ac.th/flashshow/60th/SE/se.html

พระประวัติ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
 



            สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 กับพระนางเจ้าสุวัทนาพระวรราชเทวี (พระนามเดิม คือ เครือแก้ว อภัยวงศ์ ธิดาพระยาอภัยภูเบศร) ประสูติเมื่อวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2468 ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ในหมู่พระมหามนเทียร พระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั้น เสด็จสวรรคต ทรงทราบว่าจะมีพระสูติกาลพระหน่อในอนาคต พระองค์มีพระราชหฤทัยโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ทรงเตรียมการรับประสูติกาลเป็นอเนกปริยาย โดยทรงปรับปรุงพระราชนิพนธ์ละครรำเรื่องพระเกียรติรถ ตอนที่ 1 ให้เป็นละครดึกดำบรรพ์ เพื่อที่จะได้ทรงจัดแสดงในพระราชพิธีสมโภชเดือนของพระหน่อ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคตก่อนเวลาอันควร อย่างไม่คาดคิดกันมาก่อน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เป็นรัชกาลที่ 7 จึงทรงรับเป็นพระราชภาระในการดูแล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเลือกพระนามจากการคิดพระนามพระราชทานไว้ 3 พระนาม คือ

- สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชอรสา สิริโสภาพัณณวดี
- สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนจุฬิน สิริโสภิณพัณณวดี
- สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาวัณณวดี

และ ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ออกคำนำพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ" เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ตามพระฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ซึ่งหมายความว่า หลานที่เป็นลูกของพี่ชาย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เปลี่ยนคำนำพระนามใหม่ว่า "สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ"ดังเดิม เพราะคำว่า สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอแปลได้ความทั้งพระเจ้าพี่นางเธอ และพระเจ้าน้องนางเธอ

                เมื่อทรงเจริญวัย สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ได้เสด็จไปทรงพระอักษร ณ โรงเรียนราชินี เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2476 ซึ่งโรงเรียนราชินีขณะนั้นมีหม่อมเจ้าพิจิตรจิราภา เทวกุล ทรงเป็นอาจารย์ใหญ่ และเป็นพระอาจารย์ผู้ทรงดูแลการทรงพระอักษรของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังถวายพระอักษรพิเศษในช่วงเย็นด้วย ในปี 2476 ทรงลาออกจากโรงเรียนราชินีขณะทรงพระอักษรในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อทรงพระอักษรต่อ ณ สวนรื่นฤดี โดยพระนางเจ้าสุวัทนาพระวรราชเทวี ทรงจ้างมิสซิสเดวีส์ อดีตครูโรงเรียนวัฒนาวิทยา มาถวายพระอักษรวิชาภาษาอังกฤษ และวิชาคำนวน และหม่อมเจ้าเสมอภา โสณกุล ถวายพระอักษรวิชาวรรณคดีไทย รวมทั้งพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีพระอาจารย์จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย มาถวายพระอักษรวิชาต่าง ๆ ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ และมีการสอบไล่ทุกปลายปี ตลอดจนทรงเรียนเปียโนกับมิสซิสเซดี้ อีกด้วย

เ               นื่องจากพระพลานามัยไม่สมบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จึงมีพระราชดำริให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ เสด็จไปประทับพักผ่อนพระอริยาบท และรักษาประองค์ ณ ต่างประเทศ เมื่อปี 2477 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร นำเสด็จ โดยเริ่มจากที่ประเทศอินโดนีเซียก่อน และต่อมาได้เสด็จไปยังประเทศอังกฤษ ขณะประทับ ณ ตำหนักถนนหลุยส์ เครสเชนต์ ได้ทรงพระอักษรด้านไวยกรณ์ และวรรณคดีภาษาอังกฤษกับมิสซีสเซฟเฟอร์ และยังทรงเรียนเปียโนกับพระอาจารย์ชาวอังกฤษด้วย โดยทรงพระปรีชาสามารถในการทางเปียโนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังโปรดการลีลาศ ขับร้องเพลงไทย และสากล สำหรับการทรงงานอดิเรกโปรดการถักนิตติ้งและโครเชต์ อีกทั้งโปรดการปลูกดอกไม้ประดับต่าง ๆ

เมื่อพระพลานามัยดีขึ้น และสภาวการณ์ในประเทศเป็นปกติสุขเรียบร้อย สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ และพระนางสุวัทนาพระวรราชเทวี จึงเสด็จกลับมาประทับ ณ ประเทศไทยเป็นการถาวร เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2502 และได้ประทับ ณ วังรื่นฤดี สุขุมวิท 38

โดยทรง ปฏิบัติพระภารกิจต่าง ๆ ทั้งงานส่วนพระองค์ และในฐานะผู้แทนพระองค์บางโอกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ถึงแม้ว่าพระพลานามัยจะไม่สู้แข็งแรงมากนักก็ตาม แต่ถึงอย่างไรก็เป็นที่ประจักรษ์แก่ผู้ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าโดยทั่วไปว่า สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี มีพระจิริยวัตรที่งดงาม มีพระวาจาสุภาพนุ่มนวล ทรงวางพระองค์อย่างเหมาะสม ไม่ถือพระองค์ ทั้งมีพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา

               และวานนี้ (27 ก.ค.54) เวลา 20.00 น. สำนักพระราชวังได้ออกประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์ จากพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์ เมื่อเวลา 16 นาฬิกา 37 นาที วันที่ 27 กรกฎาคม 2554 รวมพระชันษา 85 ปี ณ โรงพยาบาลศิริราช

 โดย :จิ้มจุ่ม   ( สมาชิกไอดีที่ 124883) โพสเมื่อ [ วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม 2554 เวลา 16:25 น.]

ประมวลภาพ!ขบวนอัญเชิญพระโกศสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ
 




















ขอบคุณภาพจาก


 

 โดย :พิกกี้โกะ ( สมาชิกไอดีที่ 10809) โพสเมื่อ [ วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน 2555 เวลา 13:41 น.]  

 


Note แหล่งอ้างอิงทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism) ขอบคุณแหล่งอ้างอิงที่ผู้สนใจสามารถค้นคว้าได้http://www.novabizz.com/NovaAce/Learning.htm http://www.kmutt.ac.th/organization/Education/Technology/tech_ed/constructionism/constructonism2.html http://www.onec.go.th/publication/4205006/brain2542/chapter5/page91_c.htm school.obec.go.th/huahuayhuafykk2/pen... www.songthai.com/cgi-bin/download.pl%... Apr 10, '11 5:34 AM
for everyone

Blog EntryMar 1, '11 9:42 PM
for everyone

วันที่ 5 มีนาคม 2554 พิธีพระราชทานเพลิงสรึระองค์หลวงตามหาบัว พระอริยเจ้าของชาวไทย


ประวัติ“หลวงตามหาบัว”
 
พระราชญาณวิสุทธิโสภณ หรือ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน  เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

เกิดเมื่อวันอังคารที่ 12 ส.ค.2456 ชื่อบัว  โลหิตดี บิดาชื่อนายทองดี มารดาชื่อนางแพง โลหิตดี อยู่ที่บ้านตาด  โดยหลวงตาบัวเป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 16 คน ที่เกิดมาในตระกูลชาวนาผู้มีฐานะดี  ในสมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่นั้น หลวงตาบัวได้เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ เมื่ออายุครบ 20 ปี พ่อแม่จึงอยากจะให้บวชตามประเพณี แต่หลวงตามีท่าทีเฉยๆ ทำให้พ่อแม่ถึงกับน้ำตาร่วง จนหลวงตารู้สึกสะเทือนใจ และเห็นใจพ่อแม่เป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจจะยอมบวชตามที่พ่อแม่ต้องการ และให้เป็นไปตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ โดยตั้งใจในตอนแรกว่าจะบวชให้เพียงระยะสั้นเท่านั้น
   
เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2477 เป็นวันที่หลวงตามหาบัวได้บวช ณ วัดโยธานิมิตร บ้านหนองขอนกว้าง ต.หนองบัว  อ.เมือง จ.อุดรธานี

โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์  หลังจากได้บวชเพื่อทดแทนพระคุณบิดรและมารดาแล้ว หลวงตาบัวได้ตั้งใจเอาบุญเอากุศลอย่างจริงจัง เมื่อก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยใฝ่ภาวนา และตั้งจุดมุ่งหมายของชีวิต
   
ต่อมาได้ออกจากบ้านตาดไปศึกษาเล่าเรียนในที่ต่างๆ กระทั่งได้ตั้งสัจอธิษฐานไว้ว่า “เมื่อจบเปรียญ 3 ประโยคแล้ว จะออกปฏิบัติโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีข้อแม้ไม่มีเงื่อนไข เพราะอยากพ้นทุกข์เหลือกำลังอยากเป็นพระอรหันต์นั่นเอง”  ทำให้การศึกษาทางโลกของหลวงตาบัว จบประถม 3 ทางบาลีจบเปรียญ 3 และทางนักธรรมก็จบนักธรรมเอก เป็น 3 ตรงกันหมด 3 วาระ
   
ขณะเรียนปริยัติอยู่นั้น เมื่อว่างจากการเรียนหลวงตา พยายามหลบหลีกจากหมู่เพื่อนที่เรียนหนังสือด้วยกัน แอบไปนั่งสมาธิในกุฏิคนเดียว หรือเดินจงกรมในช่วงเวลาดึกๆอยู่เสมอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติกรรมฐาน ก่อนออกไปแสวงหาครูบาอาจารย์ทางธรรมะ

ช่วงหนึ่ง ได้ออกเดินทางจาก จ.นครราชสีมา มุ่งหน้าไป จ.อุดรธานี 

ตั้งใจไว้ว่าจะไปจำพรรษากับอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อาจารย์ทางฝ่ายวิปัสสนา ที่วัดป่าโนนนิเวศน์แต่ไม่พบ เลยจำพรรษาอยู่ที่วัดทุ่งสว่าง จ.หนองคาย ประมาณ 3 เดือน ก่อนที่จะเดินทางไปหาอาจารย์มั่น ที่ บ้านโคก ต.หนองโขบ อ.เมือง จ.สกลนครในเวลาต่อมา และก็มีโอกาสได้พบกับอาจารย์มั่นสมใจ พร้อมกับได้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์อาจารย์มั่น และได้อยู่ปรนนิบัติให้กับอาจารย์มั่น พร้อมปฏิธรรม บำเพ็ญเพียรตามป่าเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
                          
นอกจากจะเป็นพระนักปฏิบัติธรรมแล้ว หลวงตาบัวยังเป็นพระนักสงเคราะห์ ในการบริจาคทุนทรัพย์ช่วยเหลือแก่หน่วยงานราชการต่างๆมาโดยตลอด อาทิเช่น การช่วยเหลือบริจาคอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ ก่อสร้างโรงพยาบาล สถานีอนามัย สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ทั่วประเทศ รวมทั้งต่างประเทศ คือประเทศ สปป.ลาว
   
ความเมตตาสงเคราะห์โลกของหลวงตาบัว มิใช่ว่าจะสิ้นสุดเพียงที่กล่าวมา

ท่านยังให้ความเมตตาเผื่อแผ่ไปช่วยเหลือหน่วยงานอื่นๆอีกมากมาย เช่น กก.ตชด.24 อุดรธานี สถานีรถไฟอุดรธานี ตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธร รพช. เรือนจำ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์สงเคราะห์บุคคลปัญญาอ่อนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บ้านเด็กแสงตะวัน ศูนย์เลี้ยงเด็ก โรงเรียนต่างๆ บ้านเลี้ยงสุนัข บ้านสงเคราะห์เด็กปากเกร็ด บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ ฯลฯ ซึ่งในแต่ละปีเป็นจำนวนเงินมหาศาล
   
ในปี พ.ศ.2540 ประเทศไทยประสบกับปัญหา “วิกฤต” ทางเศรษฐกิจและความสับสนทางสังคม ที่ขยายวงกว้างขึ้นไปจนกลายเป็นความทุกข์

โดยรวมของคนทั้งชาติ ด้วยความเมตตาสงสารอย่างบริสุทธิ์ใจต่อพี่น้องชาวไทย หลวงตามหาบัวจึงได้ปรารภขึ้นด้วยความห่วงใยว่า “จำเป็นต้องอาศัยความสามัคคีของพี่น้องไทยทุกคน ให้ต่างเสียสละช่วยกันอย่างจริงจัง” เมื่อคำปรารภดังกล่าวกระจายออกไปสู่สังคมกว้างขึ้น ผู้ที่เคารพศรัทธาในหลวงตามหาบัว และผู้มีความรักชาติเป็นพื้นฐานเดิมในใจอยู่แล้ว ต่างออกมาแสดงน้ำใจสละเงินทองช่วยกัน เมื่อคนไทยทั้งในและต่างประเทศรับรู้เรื่องมากขึ้น น้ำใจแห่งความ “รักชาติ” จึงเริ่มหลั่งไหลมาช่วยเหลือไม่ขาดสาย กลายเป็นที่มาของ “โครงการผ้าป่าช่วยชาติ” ที่หลวงตามหาบัวต้องฝืนสังขารไปแสดงธรรมเทศนาเพื่อรับบริจาคในการช่วยชาติ แล้วหลวงตามหาบัวก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 เม.ย.41 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นประธานและเงินทองที่ได้มาจากการบริจาคนี้ หลวงตามหาบัวจะยกให้กับคลังหลวงทั้งหมด ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายของหลวงตามหาบัว ที่ช่วยโลกอย่างเต็มหัวใจ
   
การช่วยชาติครั้งนี้ หลวงตามหาบัวมีความมุ่งหมายไว้ ที่ทองคำน้ำหนัก 10 ตัน และดอลล่าร์ 10 ล้านดอลล่าร์    
   
นี่คือโครงการแห่งคุณค่าแห่งความรักชาติ คุณค่าแห่งความเสียสละ คุณค่าแห่งความสามัคคีของพี่น้องชาวไทย รวมตัวกันเข้าอุ้มชาติไทยทั้งชาติขึ้นได้ มีหลวงตามหาบัวเป็นผู้นำทาง ชี้แสงสว่าง โดยใช้ธรรมะเป็นสื่อให้คนไทยลุกขึ้นมาช่วยชาติ จนประสบความสำเร็จ ที่จะต้องจดจำและบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย.
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม 2554 เวลา 08:20 น.]  

เผยยอดบริจาคทอง"หลวงตามหาบัว" 15 ครั้งรวมหนักกว่า 1.2 หมื่นกิโลกรัม
 

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเมื่อวันที่ 30 มกราคม ว่า
 
สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.ได้รับบริจาคทองคำจากหลวงตา ช่วงไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 นำเข้าเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และหลังจากนั้นก็ได้รับมอบทองคำมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเรื่องดี เป็นสิริมงคลเหมือนเอาน้ำมนต์มาใส่ในตุ่ม ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเข้มแข็งยิ่งขึ้น
 

รายงานข่าวจาก ธปท. แจ้งว่า ยอดการบริจาคทองคำแท่งตามโครงการของหลวงตาที่ได้บริจาคให้ ธปท.นั้นมีจำนวน 15 ครั้ง เป็นทองคำแท่ง 967 แท่ง น้ำหนักรวม 12,079.8 กิโลกรัม

ล่าสุด สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จทรงเป็นประธานในพิธีรับมอบทองคำแท่งจำนวน 36 แท่ง น้ำหนักรวม 450 กิโลกรัม จากหลวงตา และพระราชทานแก่นางธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการ ธปท. เมื่อเดือนมกราคม 2553 เพื่อนำเข้าเป็นทุนสำรองเงินตรา เป็นการมอบให้เพิ่มเติมหลังจากปิดโครงการช่วยชาติของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

 โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม 2554 เวลา 07:36 น.]  

หลวงตาบัว"ละสังขารแล้วเวลา03.53น.
 
 

คมชัดลึก :"หลวงตาบัว"ละสังขารแล้วเวลา03.53น.สิริมายุรวม 98 ปี ทีมแพทย์แถลงอีกครั้งเช้านี้

สำหรับ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน" แห่งวัดป่าเกสรศีลคุณ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี นั้น

นาม บัว โลหิตดี ชาติภูมิ ในครอบครัวชาวนาผู้มีอันจะกิน ณ บ้านตาด อุดรธานี  เกิดเมื่อ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๖ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน๙ ปีฉลู ณ บ้านตาด อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี บิดา นายทองดี โลหิตดี    มารดา นางแพงศรี โลหิตดี พี่น้องทั้งหมด ๑๖ คน  สถานภาพ 


หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน   สมัยเด็ก เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
 
โดยได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ  วัยหนุ่ม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ขยันขันแข็ง ทำงานอะไรทำจริงๆ จังๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวงคู่ครอง เดิมไม่เคยคิดจะบวช เพราะอยากมีครอบครัว แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป เหตุที่บวช เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ในครั้งสุดท้ายนี้ ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น วันบวช ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ณ วัดโยธานิมิตร อุดรธานี      


พระอุปัชฌาย์ ชื่อ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ
 
โดยมีท่านพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายานามว่า "ญาณสมฺปนฺโน" แปลว่า "ถึงพร้อมแล้วด้วยการหยั่งรู้"   เคารพพระวินัย ด้วยเดิมมีนิสัยจริงจัง จึงบวชเพื่อเอาบุญกุศลจริง ๆ และตั้งใจรักษาสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่ ่อย่างเคร่งครัด ในพรรษาแรกท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานว่า ในการทำวัตรเช้า-เย็นรวมและการบิณฑบาต จะไม่ให้มีวันใดขาดเลย และท่านก็ทำได้ตามที่ตั้งคำสัตย์ไว้  เรียนปริยัติ เมื่อได้เรียนหนังสือทางธรรม ตั้งแต่นวโกวาท พุทธประวัติ ประวัติพระสาวกอรหันต์ ที่ท่านมาจากสกุลต่างๆตั้งแต่พระราชา เศรษฐี พ่อค้า จนถึงประชาชน



หลังจากฟังพระพุทธโอวาทแล้วต่างก็เข้าบำเพ็ญเพียร ในป่าเขาอย่างจริงจัง

เดี๋ยวองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในป่า เดี๋ยวองค์นี้สำเร็จในเขา ในเงื้อมผาในที่สงบสงัด ท่านก็เกิดความเชื่อเลื่อมใสขึ้นมา อยากจะเป็นพระอรหันต์ พ้นจากทุกข์ทั้งปวงในชาตินี้อย่างพระสาวกท่านบ้าง สงสัย ช่วงเรียนปริยัติอยู่นี้ มีความลังเลสงสัยในใจว่า หากท่านดำเนินและปฏิบัติตามพระสาวกเหล่านั้นจะบรรลุถึงจุดที่พระสาวกท่านบรรลุหรือไม่ และบัดนี้จะยังมีมรรคผลนิพพานอยู่ เหมือนในครั้งพุทธกาลหรือไม่  ตั้งสัจจะ ด้วยความมุ่งมั่นอยากเป็นพระอรหันต์บ้าง ท่านจึงตั้งสัจจะไว้ว่า จะขอเรียนบาลีให้จบแค่เปรียญ ๓ ประโยคเท่านั้น ส่วนนักธรรมแม้จะไม่จบชั้นก็ไม่เป็นไร จากนั้นจะออกปฏิบัติกรรมฐานโดยถ่ายเดียว จะไม่ยอมศึกษาและสอบประโยคต่อไปเป็นอันขาด  เรียนจบ ท่านสอบได้ทั้งนักธรรมเอก และเปรียญ ๓ ประโยคในปีที่ท่านบวชได้ ๗ พรรษา ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และสถานที่แห่งนี้เอง เป็นที่แรกที่ท่านได้มีโอกาสพบเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


ต่อมา ได้กลายเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน

ออกปฏิบัติ เมื่อเรียนจบมหาเปรียญแล้ว แม้จะมีพระมหาเถระในกรุงเทพฯ สนับสนุนให้ท่านเรียนต่อในชั้นสูง ๆ ขึ้นไปก็ตาม แต่ด้วยท่านเป็นคนรักคำสัตย์ยิ่งกว่าชีวิต ดังนั้นเมื่อมีโอกาส ท่านจึงเข้ากราบลาพระผู้ใหญ่ และออกปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจัง โดยมุ่งหน้าไปทางป่าเขาแถบจังหวัดนครราชสีมา แล้วเข้าจำพรรษาที่ อำเภอจักราช นับเป็นพรรษาที่ ๘ ของการบวช พากเพียร ท่านเร่งความเพียรตลอดทั้งพรรษา ไม่ทำการงานอื่นใดทั้งนั้น มีแต่ทำสมาธิภาวนา-เดินจงกรมอย่างเดียวทั้งวันทั้งคืน จนจิตได้รับความสงบจากสมาธิธรรม  มุ่งมั่น แม้พระเถระผู้ใหญ่ท่านอุตส่าห์เมตตาตามมาสั่งให้กลับเข้าเรียนบาลีต่อที่กรุงเทพฯอีก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ที่จะพ้นทุกข์ให้ได้ภายในชาตินี้ ท่านจึงหาโอกาสปลีกตัวออกปฏิบัติได้อีกวาระหนึ่ง   จิตเสื่อม


จากนั้นท่านกลับไปบ้านเกิดของท่าน เพื่อทำกลดไว้ใช้ในการออกวิเวกตามป่าเขาจิตที่เคยสงบร่มเย็น จึงกลับเริ่มเสื่อมลง ๆ เพราะเหตุที่ทำกลดคันนี้นี่เอง 

เสาะหา..อาจารย์ เดือนพฤษภาคม ๒๔๘๕ เดินทางไปขออยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เหตุการณ์บังเอิญกุฏิที่พักเพิ่งจะว่างลงพอดี ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเมตตารับไว้ และเทศน์สอนตรงกับปัญหาที่เก็บความสงสัยฝังใจมานานให้คลี่คลายไปได้ว่า ดินฟ้าอากาศแร่ธาตุต่างๆ เขาเป็นของเขาเอง เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพาน เขาไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่ใจ หากกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่ใจแล้ว จะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรม ทั้งกิเลสในใจ


ขณะเดียวกันจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับ  ปริยัติ..ไม่เพียงพอ

จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาแนะต่อว่า ธรรมที่เรียนมาถึงขั้นมหาเปรียญมากน้อยเพียงใด ยังไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้ได้ แต่กลับจะเป็นอุปสรรคต่อการภาวนา เพราะอดจะเป็นกังวล และนำธรรมที่เรียนมานั้น มาเทียบเคียงไม่ได้ในขณะที่ทำใจให้สงบ และยังจะกลายเป็นสัญญาอารมณ์ คาดคะเนไปที่อื่น จนกลายเป็นคนไม่มีหลักได้ ดังนั้น เพื่อให้สะดวกในเวลาทำความสงบหรือจะใช้ปัญญาคิดค้น ให้ยกธรรมที่เรียนมานั้นขึ้นบูชาไว้ก่อน ต่อเมื่อถึงกาลอันสมควร ธรรมที่เรียนมาทั้งหมด จะวิ่งเข้ามา ประสานกันกับด้านปฏิบัติ และกลมกลืนกันได้อย่างสนิท    
   

การศึกษาและปฏิบัติ ท่านได้ศึกษาธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จนกระทั่งหลวงปู่มั่นมรณภาพเป็นระยะเวลา ๘ ปี และถึงที่สุดแห่งธรรมที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ประวัติศาสตร์ช่วยชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นวันเปิดโครงการช่วยชาติ โดยมีเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เสด็จไปเป็นประธานเปิดที่สวนแสงธรรม  หลวงตาพูดว่า

"(เวลานี้) น่าจะเป็นประวัติศาสตร์ก็ได้ในเมืองไทยของเรา ที่ว่าพระเป็นผู้นำนี่ไม่เคยมีนะ เริ่มมีหลวงตาบัวคนเดียวนี้แหละออกประกาศตนทีเดียว โดยไม่มีใครชักชวน ไม่มีโครบอกเล่า ด้วยอำนาจแห่งความเมตตาชักชวนเอง ดูสภาพของเมืองไทยแล้วพี่น้องชาวไทยทั้งหลายต่างคนต่างมีความทุกข์ร้อนทุกหย่อมหญ้ากันไปโดยลำดับลำดาไม่ว่าสถานที่ใด ก็ทนใจอยู่ไม่ได้ จึงต้องออกความคิด ความเห็นในแง่ต่าง ๆ ที่จะนำชาติไทยของเราให้เป็นไปด้วยความแคล้วคลาด ปลอดภัย หาทางใดก็ไม่เจอ ตามความสามารถความคิดอ่านของตัวเอง หาแล้วหาเล่า หาไม่เจอ สุดท้ายก็เลยต้องเอาหลวงตาบัวเป็นตัวประกัน นำพี่น้องทั้งหลายเพื่อจะบริจาคทรัพย์ที่มีอยู่ของตนเข้าช่วยชาติของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจ นี้แหละเริ่มต้นเหตุเป็นอย่างนี้จึงได้ออกประกาศตน"


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม 2554 เวลา 07:58 น.]  

เปิดพินัยกรรมหลวงตามหาบัว-แปรทรัพย์เป็นทองคำแท่งมอบให้ธปท.
 

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 30 ม.ค.หลังจากที่คณะสงฆ์ได้เข้าไปคารวะศพของหลวงตามหาบัว
 
แล้วนำขบวนแห่งศพออกมาจากกุฏิโดยมีหลวงปู่ใหญ่ พระอุดมญาณโมลี หรือ “หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป” เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ อุดร เดินนำคณะสงฆ์ตอนแรกมีเพียง 20 รูป แต่กลับพบว่าเป็นร้อย ๆ รูป  และมี ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเสด็จนำฝ่ายฆราวาส พระสงฆ์นับร้อยรูปซึ่งเป็นสานุศิษย์ช่วยกันแบกศพหลวงตาบัวที่นอนอยู่บนเตียงนอนตามมา นำขึ้นบนศาลาใหญ่ ซึ่งเป็นศาลาเก่าแก่ดั้งเดิมที่หลวงตามหาบัว สร้างขึ้นครั้งแรกที่สร้างวัดนี้

หลังจากนั้นคณะสงฆ์ จัดวางศพหลวงตามหาบัว บนตั่งที่หลวงตาเคยนอนตอนยังอาพาธ จนเสร็จเรียบร้อยแล้วทางคณะสงฆ์ก็มอบให้พระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน อ่านพินัยกรรมของหลวงตามหาบัว  ซึ่งพินัยกรรมของหลวงตามีดังนี้คือ

 “พินัยกรรมฉบับนี้ทำที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ทำเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2543 ข้าพเจ้าพระธรรมวิสุทธิมงคล (พระมหาบัว ญาณสัมปันโน) อายุ 87 ปี พำนักอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ขอทำพินัยกรรมฉบับนี้เพื่อให้ทราบว่า เมื่อข้าพเจ้ามรณภาพแล้ว ให้จัดการทรัพย์สินและทำงานศพข้าพเจ้าดังนี้

1.บรรดาทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วในขณะที่ข้าพเจ้ามรณภาพ และบรรดาทรัพย์สินต่าง ๆ ที่จะได้รับบริจาคในงานศพของข้าพเจ้าให้จัดการดังนี้
1.1  ส่วนที่เป็นทองคำให้หลอมเป็นทองคำแท่ง
1.2  ส่วนที่เป็นเงินไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลใดให้นำเข้าซื้อทองคำแท่ง
ให้นำทองคำแท่งทั้ง ข้อ 1.1 และ 1.2 ไปมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อใช้เป็น เงินทุนสำรองเงินตราของฝ่ายบำบัดธนาคารแห่งประเทศไทย โดยข้าพเจ้าไม่มีเจตนาที่ใช้บุคคลใดหรือคณะบุคคลใดนำไปใช้ในงานอันใด นอกจากใช้เป็นเงินทุนสำรองของประเทศ
2.ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นจัดงานศพและจัดการดูแลทรัพย์สินทั้งปวงที่มีอยู่ในขณะมรณภาพและที่จะได้รับบริจาคในงานศพของข้าพเจ้าโดยให้ดำเนินการอย่างเปิดเผยและดำเนินการตามเจตนาของข้าพเจ้าระบุไว้ในข้อ 1.
3.ให้คณะกรรมการตามข้อ 2 จำนวน 9 คน ประกอบด้วย 1.พระอาจารย์ฝัก สันติธรรมโม  (มรณภาพแล้ว) 2.พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก 3.พระปัญญา วัตโก 4.พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต 5.องคมนตรี ดร.เชาวน์ ณ ศีลวัน 6.นายศิริ คูสกุล 7.ม.ร.ว.ทองศิริ ทองแถม 8.พ.ต.อ.กฤษดา บูรณพานิช 9 พ.ต.ประชัย
4.ข้าพเจ้าขอตั้งให้พระสุดใจ ทันตมโน เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า พินัยกรรมฉบับนี้ทำไว้ 3 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกัน เก็บไว้ 3 แห่งคือ ฉบับแรกที่วัดป่าบ้านตาด ฉบับที่ 2 เก็บไว้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาอุดรธานี ฉบับที่ 3 เก็บไว้ที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาอุดรธานี

พินัยกรรมฉบับนี้ทำขึ้นด้วยความสมัครใจของข้าพเจ้าและข้าพเจ้ายังมีสติสัมปชัญญะดีทุกอย่าง จึงชื่อไว้ต่อหน้าพยาน 

ลงชื่อ พระมหาบัว ญาณสัมปัญโญ (พระธรรมวิสุทธิมงคล)

ลงชื่อพระปัญญา วัตโก พยาน และ พระสุดใจ ทันตมโน พยาน

หลังจากนั้น ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

จึงทรงวางพวงมาลัย ที่ทรงทำด้วยพระองค์เองวางลงบนพานข้างศพ แล้วทรงก้มลงกราบ หลังจากนั้นจึงได้ให้พระสงฆ์ได้รดน้ำที่เท้าของหลวงตามหาบัว หลังจากนั้น พระสงฆ์จำนวน ประมาณ 3,000 รูปเสร็จแล้วลงจากศาลา จึงมีคณะของแม่ชี และประชาชนที่มาร่วมในวันนี้ประมาณ 30,000 คน ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปรดน้ำศพ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

 โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม 2554 เวลา 13:27 น.]  

"หลวงตาบัว"ละสังขารแล้วเวลา03.53น.
 
 

คมชัดลึก :"หลวงตาบัว"ละสังขารแล้วเวลา03.53น.สิริมายุรวม 98 ปี ทีมแพทย์แถลงอีกครั้งเช้านี้

สำหรับ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน" แห่งวัดป่าเกสรศีลคุณ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี นั้น

นาม บัว โลหิตดี ชาติภูมิ ในครอบครัวชาวนาผู้มีอันจะกิน ณ บ้านตาด อุดรธานี  เกิดเมื่อ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๖ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน๙ ปีฉลู ณ บ้านตาด อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี บิดา นายทองดี โลหิตดี    มารดา นางแพงศรี โลหิตดี พี่น้องทั้งหมด ๑๖ คน  สถานภาพ 


หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน   สมัยเด็ก เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
 
โดยได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ  วัยหนุ่ม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ขยันขันแข็ง ทำงานอะไรทำจริงๆ จังๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวงคู่ครอง เดิมไม่เคยคิดจะบวช เพราะอยากมีครอบครัว แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป เหตุที่บวช เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ในครั้งสุดท้ายนี้ ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น วันบวช ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ณ วัดโยธานิมิตร อุดรธานี      


พระอุปัชฌาย์ ชื่อ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ
 
โดยมีท่านพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายานามว่า "ญาณสมฺปนฺโน" แปลว่า "ถึงพร้อมแล้วด้วยการหยั่งรู้"   เคารพพระวินัย ด้วยเดิมมีนิสัยจริงจัง จึงบวชเพื่อเอาบุญกุศลจริง ๆ และตั้งใจรักษาสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่ ่อย่างเคร่งครัด ในพรรษาแรกท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานว่า ในการทำวัตรเช้า-เย็นรวมและการบิณฑบาต จะไม่ให้มีวันใดขาดเลย และท่านก็ทำได้ตามที่ตั้งคำสัตย์ไว้  เรียนปริยัติ เมื่อได้เรียนหนังสือทางธรรม ตั้งแต่นวโกวาท พุทธประวัติ ประวัติพระสาวกอรหันต์ ที่ท่านมาจากสกุลต่างๆตั้งแต่พระราชา เศรษฐี พ่อค้า จนถึงประชาชน



หลังจากฟังพระพุทธโอวาทแล้วต่างก็เข้าบำเพ็ญเพียร ในป่าเขาอย่างจริงจัง

เดี๋ยวองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในป่า เดี๋ยวองค์นี้สำเร็จในเขา ในเงื้อมผาในที่สงบสงัด ท่านก็เกิดความเชื่อเลื่อมใสขึ้นมา อยากจะเป็นพระอรหันต์ พ้นจากทุกข์ทั้งปวงในชาตินี้อย่างพระสาวกท่านบ้าง สงสัย ช่วงเรียนปริยัติอยู่นี้ มีความลังเลสงสัยในใจว่า หากท่านดำเนินและปฏิบัติตามพระสาวกเหล่านั้นจะบรรลุถึงจุดที่พระสาวกท่านบรรลุหรือไม่ และบัดนี้จะยังมีมรรคผลนิพพานอยู่ เหมือนในครั้งพุทธกาลหรือไม่  ตั้งสัจจะ ด้วยความมุ่งมั่นอยากเป็นพระอรหันต์บ้าง ท่านจึงตั้งสัจจะไว้ว่า จะขอเรียนบาลีให้จบแค่เปรียญ ๓ ประโยคเท่านั้น ส่วนนักธรรมแม้จะไม่จบชั้นก็ไม่เป็นไร จากนั้นจะออกปฏิบัติกรรมฐานโดยถ่ายเดียว จะไม่ยอมศึกษาและสอบประโยคต่อไปเป็นอันขาด  เรียนจบ ท่านสอบได้ทั้งนักธรรมเอก และเปรียญ ๓ ประโยคในปีที่ท่านบวชได้ ๗ พรรษา ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และสถานที่แห่งนี้เอง เป็นที่แรกที่ท่านได้มีโอกาสพบเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


ต่อมา ได้กลายเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน

ออกปฏิบัติ เมื่อเรียนจบมหาเปรียญแล้ว แม้จะมีพระมหาเถระในกรุงเทพฯ สนับสนุนให้ท่านเรียนต่อในชั้นสูง ๆ ขึ้นไปก็ตาม แต่ด้วยท่านเป็นคนรักคำสัตย์ยิ่งกว่าชีวิต ดังนั้นเมื่อมีโอกาส ท่านจึงเข้ากราบลาพระผู้ใหญ่ และออกปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจัง โดยมุ่งหน้าไปทางป่าเขาแถบจังหวัดนครราชสีมา แล้วเข้าจำพรรษาที่ อำเภอจักราช นับเป็นพรรษาที่ ๘ ของการบวช พากเพียร ท่านเร่งความเพียรตลอดทั้งพรรษา ไม่ทำการงานอื่นใดทั้งนั้น มีแต่ทำสมาธิภาวนา-เดินจงกรมอย่างเดียวทั้งวันทั้งคืน จนจิตได้รับความสงบจากสมาธิธรรม  มุ่งมั่น แม้พระเถระผู้ใหญ่ท่านอุตส่าห์เมตตาตามมาสั่งให้กลับเข้าเรียนบาลีต่อที่กรุงเทพฯอีก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ที่จะพ้นทุกข์ให้ได้ภายในชาตินี้ ท่านจึงหาโอกาสปลีกตัวออกปฏิบัติได้อีกวาระหนึ่ง   จิตเสื่อม


จากนั้นท่านกลับไปบ้านเกิดของท่าน เพื่อทำกลดไว้ใช้ในการออกวิเวกตามป่าเขาจิตที่เคยสงบร่มเย็น จึงกลับเริ่มเสื่อมลง ๆ เพราะเหตุที่ทำกลดคันนี้นี่เอง 

เสาะหา..อาจารย์ เดือนพฤษภาคม ๒๔๘๕ เดินทางไปขออยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เหตุการณ์บังเอิญกุฏิที่พักเพิ่งจะว่างลงพอดี ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเมตตารับไว้ และเทศน์สอนตรงกับปัญหาที่เก็บความสงสัยฝังใจมานานให้คลี่คลายไปได้ว่า ดินฟ้าอากาศแร่ธาตุต่างๆ เขาเป็นของเขาเอง เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพาน เขาไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่ใจ หากกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่ใจแล้ว จะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรม ทั้งกิเลสในใจ


ขณะเดียวกันจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับ  ปริยัติ..ไม่เพียงพอ

จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาแนะต่อว่า ธรรมที่เรียนมาถึงขั้นมหาเปรียญมากน้อยเพียงใด ยังไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้ได้ แต่กลับจะเป็นอุปสรรคต่อการภาวนา เพราะอดจะเป็นกังวล และนำธรรมที่เรียนมานั้น มาเทียบเคียงไม่ได้ในขณะที่ทำใจให้สงบ และยังจะกลายเป็นสัญญาอารมณ์ คาดคะเนไปที่อื่น จนกลายเป็นคนไม่มีหลักได้ ดังนั้น เพื่อให้สะดวกในเวลาทำความสงบหรือจะใช้ปัญญาคิดค้น ให้ยกธรรมที่เรียนมานั้นขึ้นบูชาไว้ก่อน ต่อเมื่อถึงกาลอันสมควร ธรรมที่เรียนมาทั้งหมด จะวิ่งเข้ามา ประสานกันกับด้านปฏิบัติ และกลมกลืนกันได้อย่างสนิท    
   

การศึกษาและปฏิบัติ ท่านได้ศึกษาธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จนกระทั่งหลวงปู่มั่นมรณภาพเป็นระยะเวลา ๘ ปี และถึงที่สุดแห่งธรรมที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ประวัติศาสตร์ช่วยชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นวันเปิดโครงการช่วยชาติ โดยมีเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เสด็จไปเป็นประธานเปิดที่สวนแสงธรรม  หลวงตาพูดว่า

"(เวลานี้) น่าจะเป็นประวัติศาสตร์ก็ได้ในเมืองไทยของเรา ที่ว่าพระเป็นผู้นำนี่ไม่เคยมีนะ เริ่มมีหลวงตาบัวคนเดียวนี้แหละออกประกาศตนทีเดียว โดยไม่มีใครชักชวน ไม่มีโครบอกเล่า ด้วยอำนาจแห่งความเมตตาชักชวนเอง ดูสภาพของเมืองไทยแล้วพี่น้องชาวไทยทั้งหลายต่างคนต่างมีความทุกข์ร้อนทุกหย่อมหญ้ากันไปโดยลำดับลำดาไม่ว่าสถานที่ใด ก็ทนใจอยู่ไม่ได้ จึงต้องออกความคิด ความเห็นในแง่ต่าง ๆ ที่จะนำชาติไทยของเราให้เป็นไปด้วยความแคล้วคลาด ปลอดภัย หาทางใดก็ไม่เจอ ตามความสามารถความคิดอ่านของตัวเอง หาแล้วหาเล่า หาไม่เจอ สุดท้ายก็เลยต้องเอาหลวงตาบัวเป็นตัวประกัน นำพี่น้องทั้งหลายเพื่อจะบริจาคทรัพย์ที่มีอยู่ของตนเข้าช่วยชาติของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจ นี้แหละเริ่มต้นเหตุเป็นอย่างนี้จึงได้ออกประกาศตน"


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม 2554 เวลา 07:58 น.]  

สร้างเมรุเผา"หลวงตาบัว"หน้าวัดฯ เป็นเนินดินสูง3ชั้น
 

เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่กุฏิหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

หลวงพ่ออินถวาย สันตุสสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย 1 ใน 9 คณะกรรมการตามพินัยกรรมหลวงตามหาบัว นำคณะสงฆ์ร่วมประชุมกับ ดร.ไพศาล ล้อมทอง ผู้แทนจากสำนักราชวัง นายคมสัน เอกชัย ผวจ.อุดรธานี พล.ต.ศักดิ์ศิลป์ กลั่นเสนาะ รองแม่ทัพภาคที่ 2 นายชยพล ธิติศักดิ์ รอง ผวจ.อุดรธานี นายอิทธิ ตรีวัฒน์สุวรรณ นายก อบจ. หารือเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพหลวงตามหาบัว

หลังจากการประชุมคณะสงฆ์ และคณะผู้ว่าราชการจังหวัด

เดินทางออกไปดูสถานที่ก่อสร้าง “เมรุชั่วคราว”บริเวณหน้าวัดห่างจากศาลาการเปรียญ 50 เมตร เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จ.อุดรธานี ทำการรื้อถอนเสาไฟฟ้าบริเวณนั้นออก เพื่อให้เครื่องจักรหนักเข้าทำงานวันที่ 1 กุมภาพันธ์

หลวงพ่ออินถวายกล่าวว่า เมรุชั่วคราวจะเป็นเนินสูงขนาดใหญ่ ด้านบนจะมีพระอาทิตย์ทรงกลดสูงขึ้นไปอีก จะเร่งดำเนินการให้เสร็จทันวันพระราชทานเพลิง ที่เลือกไว้ 2 วัน คือวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม และวันเสาร์ที่ 12 มีนาคม ต้องรอสำนักราชวังเลือก

ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานที่จะรับประชาชนเรือนแสนได้หรือ หลวงพ่ออินถวายตอบว่า ไม่ต้องพูดถึงเรือนแสน ต้องพูดถึงล้าน
 
หลวงตามหาบัวเคยสั่งไว้ว่า งานศพของท่านจะมีผู้คนเดินทางมาจำนวนมาก มีความจำเป็นจะต้องไปปรับพื้นที่นาของชาวบ้าน ทางด้านนายสำเริง สำฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักช่าง เทศบาลนครอุดรธานี กล่าวว่า แบบเมรุชั่วคราวที่จะมีการก่อสร้าง พระสงฆ์ได้ร่างแบบลายเส้นไว้เบื้องต้น จะมีลักษณะเป็นเนินดินสูง 3 ชั้น ชั้นละ 1 เมตร โดยฐานจากแบบกว้าง 24-26 เมตร จะขยายออกไปเป็น 40-50 เมตร ส่วนยอดเนินเดิมกว้าง 6 เมตร ก็จะขยายเป็น 9 เมตร ส่วนยอดจะเป็นพระอาทิตย์ทรงกลด
 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

 โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 10:34 น.]  

พระราชทานเพลิง"หลวงตามหาบัว" 5 มีนาคม ลูกศิษย์-ประชาชนแห่ร่วมสรงน้ำศพเนืองแน่น
 

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 30 มกราคม บริเวณศาลาการเปรียญ ภายในวัดป่าบ้านตาด เจ้าหน้าที่จากสำนักราชวัง

ได้เข้าเตรียมสถานที่ พระราชทานน้ำหลวงสรงศพ แก่พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน งดให้คณะสงฆ์ และประชาชน กราบเคารพศพ และสรงน้ำ โดยจัดให้มีบริเวณสรงน้ำศพ ด้านขวาตอนล่างของศาลา โดยต่อสายสิญจน์จากด้านบนลงมา ซึ่งยังคงมีประชาชนมาต่อคิวยาวกว่า 300 เมตร ส่วนผู้ที่เดินทางมาก่อนหน้านี้ และยังคอยร่วมพิธีต่อ ได้ไปจับจองที่นั่งหน้าจอโทรทัศน์ ถ่ายทอดสดบรรยากาศบนศาลา

จากนั้น เมื่อเวลา 17.57 น.  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์

ประกอบพิธีพระราชทานน้ำสรงศพ พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน บรรจุสรีระลงในโลงเย็น เจ้าหน้าที่อัญเชิญพวงมาลาพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพวงมาลาประทาน ของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ วางที่หน้าโกศโถ

พระครูอรรถกิจนันทคุณ หรือพระอาจารย์นภดล นนทโน เจ้าอาวาสวัดป่าดอยลับงา จ.กำแพงเพชร แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานโกศโถ
 
ให้หลวงตามหาบัว ที่มีสมศักดิ์เป็น “ พระธรรมวิสุทธิมงคล ” แต่สรีระหลวงตามหาบัวจะบรรจุในหีบ จะบรรจุอยู่ในโลงเย็น เพราะไม่ได้ฉีดยาที่สรีระหลวงตา จากนั้นจะตั้งบำเพ็ญพระราชกุศลถวาย ในพระบรมราชานุเคราะห์ 7 วัน พรุ่งนี้เช้า (31 ม.ค.) พระบิณฑบาตฉันอาหารตามปกติ ส่วนงานพระราชทานเพลิงกำลังพิจารณากำหนดเป็นวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

 โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม 2554 เวลา 07:20 น.]  




Blog EntryApr 3, '10 10:28 AM
for everyone

พระธรรมปิฎก 
60 ปี พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
ปราชญ์สยามผู้เรียกร้องการศึกษาเพื่อสันติภาพ

http://www.watnyanaves.net/th/home


ภาคกลาง 

http://ayutthayastudies.aru.ac.th/content/blogcategory/36/57/

http://www.google.co.th/search?hl=th&q=%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87&meta=&aq=f&oq=

ภาคเหนือ

http://www.google.co.th/search?hl=th&q=%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD&meta=&aq=0&oq=%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

http://www.google.co.th/search?hl=th&q=%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD&meta=&aq=4&oq=%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84

http://www.isangate.com/local/knowledge.html

http://madoowanlika.blogspot.com/2008/01/blog-post_05.html

http://www.siamrecorder.com/art.htm

ภาคใต้

http://www.google.co.th/search?hl=th&source=hp&q=%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89&meta=&aq=f&oq=

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=937146

สวัสดีปีใหม่ 

ภายใต้ ณ บรรยายกาศหนึ่งที่เงียบสงัด หลายชีวิตเข้าสู่การปฏิบัติสมาธิ เจริญปัญญา
ด้วยจิตที่มุ่งมั่นสู่ความสงบในภาวะจิตแห่งตน ...เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าบุคคลที่ได้รับการฝึกตนในแต่ละระดับของจิต..มีกระแสแห่งความเมตตา ปราถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย........ ขอกระแสแห่งพลังจิตที่ดีงามนั้นได้น้อมนำให้ประเทศไทยของเราทุกคนเข้าสู่ภาวะที่สงบด้วยเถิด.. สาธุ

   


Start:     Nov 13, '09 7:00p
3/1
3/2
3/3
3/4
3/6
3/9
3/12
ปีการศึกษา 2554
3/2
3/4
3/6
3/8
3/10
3/12
3/14
3/15


http://www.goodfamilychannel.com/video/321/%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88-%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B2-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99

http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=205:2009-11-02-16-45-15&catid=47:lite-comic&Itemid=1

เรื่องเล่า เพื่อการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม
ชายคนหนึ่งเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อไปตากอากาศริมทะเลแถวบางแสน ผ่านหมู่บ้านอ่างศิลาที่มีโรงงานแกะสลักหินอยู่จำนวนมาก จึงแวะรถหน้าโรงงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงงานใหญ่และมีคนงานจำนวนมากกำลังสลักหินกันอยู่เขาเข้าไปในโรงงานเดินชมรูปสลักหินกันอยู่จึงเข้าไปถามช่างคนหนึ่งซึ่งใช้ค้อนตอกสลักหินด้วยท่าทางขึงขัง หน้านิ่วคิ้วขมวดเหงื่อท่วมตัวว่า     
 
"นี่น้อง ทำอะไรน่ะ"ช่างคนนั้นตอบโดยไม่เงยหน้าด้วยทีท่าไม่พอใจว่า "ก็กำลังสลักหินอยู่ ไม่เห็นหรือไง ไม่น่าถาม"เขารีบเดินหนีไป ขืนอยู่ตรงนั้นอาจโดนช่างคนนั้นสกัดตัว แทนหินก็ได้พบคนต่อมาซึ่งก็เหงื่อท่วมตัว กำลังสกัดหินอยู่เหมือนกัน จึงถามเหมือนคนแรกว่า
"น้องๆ ทำอะไรอยู่น่ะ"
"อ๋อ กำลังทำมาหากินอยู่"
เขาเงยหน้าตอบแบบไม่แยแส ไม่ยินดียินร้าย
เดินไปอีกหน่อยเห็นชายกลางคนง่วนอยู่กับสลักหิน เหงื่อท่วมตัว แต่สีหน้ายิ้มแย้มแบบมีความสุข จึงถามว่า
"พี่ๆ กำลังทำอะไรน่ะ"
เขาเงยหน้าตอบอย่างยิ้มแย้มและภาคภูมิใจ
"ผมกำลังสร้างโบสถ์ครับ วัดในชลบุรีนี่แหละมาว่าจ้างโรงงานให้สกัดสงโตเชิงบันไดโบสถ์ ผมงี้ชื่นใจจริงๆ ได้มีโอกาสฝากฝีมือไว้แถมได้บุญด้วย"เรื่องก็จบแค่นี้เรื่อง นี้สื่อความให้เห็นว่า
ในการทำงานทุกอย่างย่อมต้องเหน็ดเหนื่อยเหมือนกันหมด แต้ถ้ามีอารมณ์ในขณะทำงานต่างกัน ผลที่ออกมาก็จะต่างกันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว กล่าวคือในขณะทำงานนั้นหากจิตใจมุ่งไปในทางที่เป็นบุญเป็นกุศล ในทางที่เป็นศิลปะ ก็จะได้ความสุขจากการทำงาน ทำงานอย่างเพลิดเพลิน และได้ผลงานที่ประณีตวิจิตรงดงามเพราะทำงานด้วยจิตที่วิจิตร ผลงานที่ออกมาย่อมทำให้เกิดความสุขและความภาคภูมิใจตลอดชีวิตเมื่อนึกถึง ตรงกันข้ามหากว่าทำงานด้วยคิดแต่เพียงจะรับค่าจ้างท่าเดียว ไม่คิดถึงเรื่องผลงาน ผลงานจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ขอให้เสร็จๆ ไปเป็นใช้ได้ ก็จะทำงานด้วยอารมณ์บูดตลอดเวลา เมื่อทำงานด้วยจิตที่มีอารมณ์บูดเสียก็จะเหนื่อยเร็ว อยากให้งานเสร็จหรือให้เวลาหมดไปเร็วๆ ทั้งจะไม่มีความสุขในการทำงานนั้นเลย ในการทำงานทุกอย่างนั้นถ้าปรับความคิดให้ชอบงานที่ทำ คิดถึงผลงานมากกว่าผลเงินและสนุกกับการทำงานได้ ย่อมจะเหนื่อยน้อยลงหรือไม่เหนื่อยเลย.

ที่มา : พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี)



หลักธรรมทางศาสนาที่สนับสนุนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง                               อิสลามปรัชญาแห่งการดำเนินชีวิต

                                                                                โดย สำนักจุฬาราชมนตรี

                ปรัชญาแห่งการดำเนินชีวิตตามวิถีอิสลาม คือ การศรัทธาในอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าและการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของพระองค์ พร้อมทั้งยึดมั่นในแนวทางแห่งท่านศาสดามุฮัมหมัด ผู้เป็นศาสนทูตแห่งพระองค์ ด้วยเหตุผลทางบัญญัติศาสนาและการใช้สติปัญญาไตร่ตรองทำให้มนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ในโลกนี้มีเหตุผลที่ตั้งมั่นอยู่บนหลักคำสอนของศาสนา มีสติ มีความขันติ และยึดมั่นในศีลธรรมและมีจริยธรรมเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความผาสุก มนุษย์ทุกคนมีเหตุผลและเหตุผลของแต่ละคนอาจมาจากสาเหตุที่แตกต่างกัน ความแตกต่างเหล่านั้นอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง อันเนื่องจากทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง ความขัดแย้งทางเหตุผลที่มาจากสาเหตุที่แตกต่างกันจะหมดไปในที่สุด เมื่อมนุษย์ทุกคนยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักคำสอนแห่งศาสนาของตน อิสลามเป็นศาสนาแห่งธรรมชาติที่สอนให้มนุษย์ยอมรับด้วยการใช้ความคิดและมีเหตุผล

                อิสลามได้วางกรอบการดำเนินชีวิตของมุสลิมไว้อย่างครบสมบูรณ์ในทุกด้าน เพื่อให้สอดคล้องและยืดหยุ่นกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามกาลเวลา ตามการวิวัฒนาการและความเจริญก้าวหน้าของโลก อิสลามส่งเสริมให้มีการตกแต่งและดับประดาชีวิตด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ  ที่ไม่ละเมิดต่อข้อบัญญัติศาสนา ดังพระดำรัสแห่งอัลลอฮ์ พระองค์ทรงตรัสไว้ในบท อัลบะเกาะเราะห์ โองการที่ 60 ความว่า ท่านทั้งหลายจงกิน จงดื่ม จากริซกี (ปัจจัยยังชีพ) ที่อัลลอฮ์ทรงประทานมาให้ และอย่าได้สร้างความเสื่อมเสีย บนหน้าแผ่นดิน และในบท อัลอะร๊อฟ โองการที่  31  ความว่า ท่านทั้งหลายจงกิน จงดื่ม และอย่าได้ฟุ่มเฟือยแท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงรักบรรดาผู้ที่ฟุ่มเฟือย ดังกล่าวนั้น อิสลามใช้ให้มีการบริโภคตามปรารถนาของตนแต่ต้องอยู่ในกรอบแห่งบัญญัติศาสนาและความพอดีไม่บริโภคในสิ่งต้องห้าม ไม่ฟุ่มเฟือย หรือฟุ้งเฟ้อ ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่สร้างความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นในสังคม มีความพอดีกับชีวิต รู้จักเผื่อแผ่ผู้อื่น ผู้มีฐานะต้องแบ่งปันปัจจัยของตนแก่ผู้มีฐานะด้อยกว่า ตามบัญญัติศาสนาในระบบซะกาต เพื่อสมานความรู้สึกและอุดช่องว่างระหว่างฐานะ อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงของสังคม  

การยึดมั่นในหลักคำสอนของศาสนาจะเป็นภูมิคุ้มกันบุคคลและสังคมให้รอดพ้นจากวิกฤติทั้งปวงได้อย่างดี เพราะศาสนาคือธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่คอยขัดเกลาจิตสำนึกของมนุษย์ และควบคุมพฤติกรรมของเขาให้ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม เมื่อใดที่มนุษย์ออกห่างจากหลักคำสอนของศาสนา เมื่อนั้นความวิบัติก็มาเยือน อิสลามจึงได้เน้นให้มุสลิมทุกคนตระหนักในการปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันกระแสบ่อนทำลายที่กำลังโหมกระหน่ำเข้าทำลายจริยธรรมอันสูงส่งของศาสนา เมื่อศาสนิกทุกคนดำรงตนอยู่ในคำสอนของศาสนา เขาก็จะมีความเข้าใจในระบอบการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง รู้จักให้ ไม่โลภ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ตรงกันข้ามจะทำให้เขามีจิตใจโอบอ้อมอารี มีความเผื่อแผ่ และให้ความช่วยเหลือผู้อื่นตลอดเวลา

                ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางศาสนาคริสต์

                ในพระคัมภีร์เรามิอาจเห็นถ้อยคำหรือประโยคเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่หากได้พิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้ง เราจะพบว่า คำสั่งสอนและการปฏิบัติตนของพระเยซูคริสตเจ้า สามารถนำมาเทียบเคียงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างกลมกลืนทีเดียว

                หลักคำสอนของศาสนาคริสต์ คือ ความรัก (ภาษากรีก agape คือ ความรักบริสุทธิ์ต่อเพื่อนมนุษย์) ความรักตามหลักศาสนาคริสต์บ่งชี้ให้เห็นว่า พระเจ้าคือความรัก (1 ยน 4,8) และความรักต่อพระเจ้ายังไม่เพียงพอ ความรักต้องมองเห็นจากการรักเพื่อนบ้านด้วย หากมีผู้ใดกล่าวว่า ข้าพเจ้ารักพระเจ้า แต่จงเกลียดจงชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนโกหก เพราะผู้ที่ไม่รักพี่น้องผู้ที่เขามองเห็นได้ ก็จะไม่สามารถรักพระเจ้าผู้ที่เขามองไม่เห็น (1 ย น 4:10) ความรักต่อเพื่อนมนุษย์เป็นความรักที่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากการสัมผัสชีวิตของพระเยซูเจ้า ความรักจึงต้องนำไปปฏิบัติ ความรักถูกนำมาเป็นมาตรฐานในการตัดสิน (ในวันพิพากษา) เกี่ยวกับชีวิตของแต่ละคนว่าเป็นคนดีหรือคนชั่ว (มธ 25:31-46) ดังตัวอย่างที่

พระเยซูเจ้าสอนให้ปฏิบัติดีต่อคนที่หิวโหย คนกระหายน้ำ คนแปลกหน้า คนไร้เครื่องนุ่งห่ม คนป่วย และคนที่ถูกจำจอง ท่านปฏิบัติกับพี่น้องต่ำต้อยที่สุดของเราเช่นไร ท่านก็ปฏิบัติต่อเราเอง (มธ 25:40) ความรักจึงนำมาเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงได้เช่นกัน

                ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับหลักความรัก

                ความรัก จึงต้องออกสู่ภาคปฏิบัติ คือ การให้และการแบ่งปัน เมื่อสังคมมีการแบ่งปัน จะทำให้สังคมนั้นเป็นสังคมแห่งทางสายกลาง มีของเป็นกองกลาง มีการประพฤติปฏิบัติที่เป็นกลาง กล่าวคือ สังคมนั้นจะไม่เป็น

                ความรัก เข้าปะปนกับสังคมแบบสุดโต่ง  ในปัจจุบัน คือ  

มีคนรวยที่สุด       และคนจนที่สุด                        

   มีคนฉลาดที่สุด    และคนโง่ที่สุด

         มีคนดีที่สุด            และคนเลวที่สุด

                ความรัก ทำให้เกิดการแบ่งปัน แก้ปัญหาสังคมแบบสุดโต่ง     

ไม่มีคนรวย           ไม่มีคนจน

ไม่มีคนฉลาด       ไม่มีคนโง่                        ไม่มีคนดี               ไม่มีคนเลว

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ธรรมะง่าย ๆ ที่ทุกศาสนาสั่งสอน เป็นแนวทางการแก้ปัญหาและวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ อาชีพ ด้วยความขยันหมั่นเพียร ด้วยความตั้งใจ ทำแล้วผลเกิดมาจะน้อยมาก เราจงพอใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว นอกจากนี้ยังใช้หลักทางเศรษฐกิจเข้ามาร่วมพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น โดยเน้นถึงความพอเพียงในการดำรงชีวิต จากกระแสพระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2541 ดังนี้

คำว่า พอเพียง มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึง การมีพอสำหรับใช้เองเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน

เราควรจะปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนพอมีพอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย สมัยก่อนนี้พอมีพอกิน มาสมัยนี้ชักจะไม่พอมีพอกิน จึงต้องมีนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนมีพอเพียงได้ ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่ามีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็มีความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจหรือระบบพอเพียง

สามานยธรรม

สามานยธรรม คือ ผู้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ควรจะสามารถปฏิบัติได้ทุกคนไม่ว่าอยู่วรรณะใด หรืออาศรมใดก็ตาม สามานยธรรมนี้เรียกอีกประการหนึ่งว่า มนุษยธรรม

สามานยธรรม สามารถปฏิบัติได้ทุกคน และผู้ที่สามารถปฏิบัติได้ผู้นั้นเป็นมนุษย์แท้

พระเจ้ามนูนหาราชได้กล่าวไว้ว่า สามานยธรรมมีสิบข้อ คือ

ธฤติ กษมา ทโมสเตย เศาจมินทริยนศรนะ

ธีะ  วิทยา สตยมโกรโธ ทศกธรรมลักษณ์

ธฤติ กษมา ทมะ อสเตยะ เศาจะ อินทรียนิครห

ธี วิทยา สตย อฺโกรธ นี้เป็นหลักธรรมสิบประการที่ผู้เป็นมนุษย์ต้องปฏิบัติ

ข้อหนึ่ง คือ ธฤติ แปลว่า ขันติ ความอดทน ความพอใจคล้ายกับคำว่า สันโดษ ความจริงยังแปลได้อีกหลายอย่าง เช่น ความถือ ความมี ความมั่นคง ความกล้า ความสุข ฯลฯ การถือธรรมะตามลักษณะนี้ก็คือมีความอดทนและมีความพยายามอยู่ด้วยความมั่นคงเสมอ แม้ว่ายังไม่ได้สำเร็จประโยชน์ตามความประสงค์จากสิ่งใด ก็ไม่มีความหวั่นวิตกแต่ประการใด ยังมีความพยายามอยู่ต่อไปเสมอ และก็มีความรู้สึกยินดีตลอดไป

ข้อสอง คือ กษมาธรรม หมายถึง ขมา อภัยให้ผู้อื่น อดโทษโดยถือเอาความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง

ข้อสาม คือ ทมะ ซึ่งแปลว่า การระงับจิตใจ คือ รู้จักข่มจิตใจของตนด้วย ก็คือรู้จักอดจิตอดใจนั่นเอง ไม่ปล่อยให้หวั่นไปตามอารมณ์ได้ง่าย

ข้อสี่ คือ อสังเตย แปลว่า ไม่ลัก ไม่ขโมย ไม่กระทำโจรกรรม

ข้อห้า เศาจ แปลว่า ความบริสุทธิ์ ความสะอาด หมายถึง การทำตนเองให้มีความบริสุทธิ์ทั้งทางใจและกาย ทั้งภายนอกและภายใน

ข้อหก คือ อินทรียนิครห นิครห แปลว่า การปราบปราม เพราะฉะนั้นอินทรยนิครห จึงหมายถึงการปราบปรามอินทรีย์ทั้งสิบ หรือการอดกลั้นอินทรีย์ทั้งสิบ หรือการระงับอินทรีย์ทั้งสิบ

ข้อเจ็ด คือ ธี แปลว่า พุทธิ สมอง ความคิด ปัญญา สติ มิต กล่าวคือ ควรจะมีความรู้ทั่วไป
มีปัญญาและรู้จักระเบียบวิธีต่าง ๆ ทั้งทางขนบธรรมเนียม ประเพณี ธรรมะ สังคม และวัฒนธรรม

ข้อแปด คือ วิทยา แปลว่า ความรู้ ญาณ หรือชญาณ หมายถึง ความรู้ทางปรัชญาศาสตร์
ที่มีความสามารถเลือกหนทางไปทางที่ดี ทางที่ไปหาความหลุดพ้น กับการเวียนว่ายตายเกิด

ข้อเก้า คือ สตย แปลว่า สัจจจริง ความจริง ศุทรมติ ความเห็นอันสุจริต กล่าวคือ ควรแสดงซื่อสัตย์ต่อกันและกัน จนถึงทำให้เป็นที่ไว้วางใจกัน และเชื่อใจกันได้ โดยไม่คิดทรยศต่อกันอีกต่อไป

ข้อสิบ คือ อโกรธ แปลว่า ไม่โกรธ ไม่มีความโกรธ คนที่จะมีความไม่โกรธนั้นก็ต้องมีขันติและโสรัจจะ คือ ความอดทน มีความสงบเสงี่ยม และรู้จักทำจิตใจให้สงบ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ให้เอาชนะความโกรธให้ได้ด้วยความไม่โกรธนั่นเอง

สรุปได้ว่า เมื่อนำหลักธรรมมาปฏิบัติก็จะนำความสุขสันติมาสู่ตนตามแนวพระราชดำรัส เศรษฐกิจพอเพียง

                                    หลักปรัชญาเศรษฐกิจตามแนวทางศาสนาซิกข์

                                                                                              โดย นายสุเทพ สุริยาอมฤทธิ์

                                                      นายกสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา สถาบันศาสนาซิกข์แห่งประเทศไทย

                                                                                                                                    11  ธันวาคม  2549

การดำเนินชีวิตของชาวซิกข์มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อและศรัทธาในศาสนา เนื่องจาก
พระศาสดาของศาสนาซิกข์ไม่เน้นเรื่องการสละชีวิตทางโลก เพราะเห็นว่า
ชีวิตทางธรรมไม่ขัดกับชีวิตคฤหัสถ์ คือ การดำเนินชีวิตในรูปของคฤหัสถ์ (หรือที่เรียกกันว่าดำรงชีวิตในรูปของฆราวาส) ก็สามารถเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้ ซึ่งต่างจากความเชื่อถือในศาสนาส่วนใหญ่ในอินเดีย โดยศาสนาส่วนใหญ่ที่กำเนิดในอินเดียจะถือว่าชีวิตบรรพชิตการดำเนินชีวิตในรูปของนักบวชหรือนักบุญ) สำคัญกว่า เพราะทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงพระเป็นเจ้า (โมกษะ) ได้แต่พระศาสดาคุรุนานักเทพ เห็นว่าชีวิตคฤหัสถ์ก็เข้าถึงพระเป็น
เจ้า (โมกษะ) ได้ ดังพระวัจนะของพระศาสดาที่ว่า
ดอกบัวเจริญเติบโตอยู่บนผิวน้ำ มันไม่สามารถมีชีวิตได้ถ้าปราศจากน้ำ แต่มันไม่ได้ถูกครอบงำโดยน้ำเช่นเดียวกับเป็ดว่ายน้ำ แต่ปีกของมันไม่ได้เปียกน้ำ เป็ดไม่สามารถมีชีวิตโดยปราศจากน้ำ ขณะเดียวกันไม่ยอม ให้ตัวมันจมน้ำ

                เช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์ ซึ่งไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกโดยไม่อาศัยมายา (วัตถุต่าง ๆ )
จงอาศัยมันในการดำเนินชีวิต แต่จงกระทำตนเหมือนดอกบัวและเป็ดที่อาศัยน้ำเพื่อดำเนินชีวิต ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจของน้ำบุคคลก็เช่นเดียวกัน จงใช้ชีวิตท่ามกลางวัตถุที่อำนวยความสะดวกให้กับชีวิตแต่ต้องไม่ลืมพระเจ้า ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการสรรเสริญและภาวนานามของพระองค์ ด้วยเหตุผลนี้ บุคคลจึงสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้แม้มีชีวิตท่ามกลางมายามนุษย์เราประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ ร่างกายกับจิตใจ จะแยกส่วนใดส่วนหนึ่งหรือแบ่งส่วนใดส่วนหนึ่งจากกันไม่ได้เด็ดขาด เพราะทั้งสองสิ่งมาด้วยแต่แรกเริ่มและจะดับสูญด้วยกันเช่นกัน

ร่างกายเป็นเรื่องของวัตถุ จำเป็นต้องการปัจจัยต่าง ๆ ในการที่จะบำรุงเลี้ยงร่างกายให้เจริญเติบโต
ซึ่งก็เป็นวัตถุเช่นกัน จึงเกิดความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาหรือผลิตวัตถุสนองความต้องการของร่างกาย ศาสนาซิกข์จึงได้เน้นการดำรงชีพในรูปของฆราวาสเป็นหลักสำคัญที่สุด ฆราวาสมีหน้าที่ประกอบสัมมาอาชีวะ เลี้ยงดูครอบครัวของตน จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการเสริมสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นภาระอันใดในการเลี้ยงดูของสังคม

ศาสนาซิกข์ได้กำหนดแนวทางที่เรียบง่ายในการดำรงชีพโดยพึ่งตัวเองแล้วขอพรเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าในการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น

v สวดภาวนารำลึกนามพระผู้เป็นเจ้าดุจรากฐานแห่งชีวิต เขาจะรำลึกนามพระผู้เป็นเจ้าในดวงใจของเราขณะประกอบกิจกรรมทั่วไป จะไม่คิดที่จะพึ่งพาอาศัยโชคชะตาหรือความหวังที่เลื่อนลอย

v ประกอบสัมมาอาชีวะโดยสุจริตธรรม เขาจะไม่เอาเปรียบหรือฉวยโอกาสผู้ใดและไม่ยอมให้ผู้อื่นฉวยโอกาสเขาจะพิสูจน์การนำเสนอที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าด้วยธุรการที่ซื่อสัตย์ ถึงพร้อมด้วยความหมั่นขยันการรักษาเก็บออม การเลี้ยงชีพที่ดี

v การรับใช้มนุษย์ชาติ ซิกข์จะแบ่งปันรายได้ของเขาจากการประกอบสัมมาชีวะแก่ผู้ยากไร้ขัดสนในสังคมและทะนุถนอมส่งเสริมงานประชาสงเคราะห์แก่มวลมนุษย์ให้เขาสามารถพึ่งตัวเอง

พระพุทธศาสนา : กระบวนทัศน์ในแก้ปัญหาวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

                ประเทศไทยนั้นเป็นสังคมหนึ่งซึ่งยอมรับพระพุทธศาสนา และได้รับการหล่อหลอมจากหลักธรรม  คำสอนในพระพุทธศาสนามายาวนาน วิถีชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ตั้งแต่กำเนิดจนถึงตาย จึงเกี่ยวโยงสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระพุทธศาสนา แต่เมื่อสังคมโลกเปิดกว้างขึ้นทั้งในด้านสื่อสารมวลชน เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่นำพาให้สังคมไทยก้าวเข้าไปสู่กระแสแห่งยุคโลกาภิวัฒน์      ส่งผลให้สังคมไทยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติในหลายๆ ด้าน กล่าวคือ

1.       วิกฤติการเมือง

2.       วิกฤติด้านเศรษฐกิจ

3.       วิกฤติด้านสังคม

4.       วิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม

                พระพุทธศาสนา จึงเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่จะสามารถนำหลักการสำคัญที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในแบบองค์รวม  เพื่อจะทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างครบวงจร อันจะส่งผลดีกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆ ของสังคมไทยต่อไป

                วิกฤติต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนโยงใยถึงกันเป็นลูกโซ่ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นในด้านใดด้านหนึ่งของสังคมนั้นหมายถึงว่า ผลพวงจากวิกฤตินั้นย่อมกระทบต่อระบบในสังคมนั้นด้วย เช่น บ้านเมืองปัจจุบันเกิดภาวะวิกฤติ เพราะเป็นผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกิจทรุดตัว นักการเมือง บุคคลในสังคมหวังเพื่อจะกอบโกยผลประโยชน์เป็นส่วนตัวมากขึ้น ประชาชนอดอยากมากขึ้น จึงเป็นภาวะวิกฤติทางสังคมเมื่อบุคคลในสังคมมีมากขึ้นความเห็นแก่ตัวมากขึ้น  สภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวจึงไม่มีคนเอาใจใส่ดูแลจนเกิดเป็นภาวะวิกฤติทางสิ่งแวดล้อม  ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องนำกระบวนทัศน์ทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ในขณะนี้

1.                   วิกฤติทางการเมือง

1.1  ปัญหาทางการเมือง   นักการเมืองมักมองเป็นเกมส์ทางการเมือง เล่นพรรคเล่นพวก มือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่มักเป็นไปแบบเช้าชามเย็นชาม นักการเมืองส่วนมากมัดทุจริตและกอบโกยผลประโยชน์  ความไม่สามัคคีของนักการเมือง แม้จะหน่วยงานคอยตรวจสอบก็ตามที ก็เป็นไปอย่างไม่เต็มที่นักด้วยเกรงกลัวอำนาจและอิทธิพล ปัญหาอีกอย่างของการเมืองคือด้านการดำเนินนโยบายผิดพลาด อันเกิดผลเสียกับสังคมและประเทศชาติ  ผู้บริหารประเทศยังไม่ได้มีการบริหารอย่างเต็มความรับผิดชอบ ยังมีการเล่นการเมืองมากเกินความจำเป็นซึ่งมีผลทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆยังไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริงของประเทศ บางครั้งนโยบายหลายๆ นโยบายก็ดูน่าจะดี แต่กลับไม่ได้ผลเต็มที่ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากการไม่สามารถนำ นโยบายไปปฏิบัติกันอย่าง มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล บ่อย ครั้งเป็น การดำเนินนโยบายเพื่อสร้างภาพให้แก่ ส่วนตน แต่ให้ความสำคัญของประสิทธิผลน้อยมาก หรือ แทบจะไม่ให้ความสำคัญเลย

ระบบราชการ   ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการส่งออก และ อีก หลายๆ ธุรกิจหน่วยงานต่างๆ มีการทำงานซ้ำซ้อนกัน ซึ่งอันที่จริงแล้ว โครงสร้างของระบบราชการก็ได้มีการ กำหนดไว้ดีแล้ว แต่ก็ไปผิดพลาดที่การปฏิบัติอีก เพราะต่างคนต่างพยายามสร้างผลงานให้โดดเด่น ในสายตา ของผู้บังคับบัญชา หรือแม้กระทั่งนักการเมือง จนลืมนึกถึงประชาชน แต่ ก็มีข้าราชการระดับกลาง และ ระดับล่างที่มีแนวความคิดที่ดี ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือเนื่องจากติดที่ระบบราชการที่ยังเป็นระบบศักดินา ผสมกับระบบอุปถัมภ์อยู่ตราบใดที่ผู้ใหญ่ในภาครัฐยังไม่ยอมรับความจริงเหล่านี้ ปัญหาของชาติไทยคงมีแต่การสูญเสียไปอย่างต่อเนื่อง

1.2      ผลกระทบต่อสังคมไทย  

1)    ในแง่ของปัจเจกบุคคล คนไทยย่อมประสบกับความไม่เชื่อมั่นในสถานะของประเทศ ไม่ไว้ใจในข้าราชการและนักการเมือง  ในการบริหารของคณะรัฐบาลและความมั่นคงของประเทศ

2)    ในแง่ของสังคม  มุมมองโดยรวมของสังคมไทยย่อมไม่เป็นที่ไว้วางใจของชาวต่างชาติเท่าที่ควร ความเชื่อมั่นในรัฐบาลโดยรวมก็ลดลงตามลำดับ

3)    ในแง่ของเศรษฐกิจ  การบริหารด้านนโยบายของรัฐบาลเป็นผลโดยตรงด้านเศรษฐกิจของประเทศ หากรัฐบาลวางแนวนโยบายผิดพลาด ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ย่อมเกิดเป็นวิกฤติเศรษฐกิจตามมาอย่างแน่นอน

4)    ในแง่ของศาสนา  ปัจจุบันกำลังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา อันเกิดจากการพยายามแทรกแซงกิจการพระพุทธศาสนา และพยายามลบล้างความเป็นพุทธศาสนาในหน่วยงานนั้นๆ ที่นักการเมืองบางคนเป็นรัฐมนตรี  ดังที่เป็นข่าวในปัจจุบัน

1.3      พระพุทธศาสนากับการแก้ปัญหาทางการเมือง

1)       พระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงอธิปไตย ไว้ถึง 3 แบบ คือ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธรรมาธิปไตย โดยประการหลัง ธรรมาธิปไตยปกครองโดยเน้นธรรมะเป็นใหญ่ ให้ผู้นำมีธรรมะ (มุขบุรุษที่ดี) และประชาชนมีธรรมะ (สัมมาชน)  พระสุตตันตปิฎก เล่ม 20       หน้า 186 , เล่ม 11 หน้า 231

2)       พระพุทธศาสนา  เน้นเสรีภาพทางจิต เป็นศาสนาแรกที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน มีสิทธิพิจารณาคัดเลือกผู้นำ มีสิทธิในด้านต่างอันไม่ก่อความเดือดร้อนสู่ตนเองและผู้อื่น

3)       พระพุทธศาสนา  สอนให้รู้จักความพอดีในการปฏิบัติตน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยปัญญา ในการดำเนินตามอริยสัจ 4  นักการเมืองควรนำไปปรับใช้ตามเหตุสถานการณ์นั้นๆ

4)          พระพุทธศาสนา  สอนให้รู้จักความสุจริต ในการปฏิบัติตนสมควรแก่หน้าที่ รู้กาล รู้เวลา   รู้หน้าที่ของตน

                     ปัญหาความยัดแย้งทางการเมือง  ความยัดแย้งทางการเมืองที่เป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่งนั้นอาจจะมาจากสาเหตุหลายประการ  เช่น  ผลประโยชน์ขัดกัน ความคิดเห็นไม่ตรงกัน  การขาดอุดมคติทางการเมืองที่แน่นอน เป็นต้น  ในการแก้ปัญหานี้  ตามทัศนะของพุทธศาสนาแล้ว  นักการเมืองจะต้องมีธรรมะสำหรับนักบริหาร นักปกครองซึ่งพระพุทธองค์ได้แสดงว่า เป็นคุณสมบัติของนักปกครองหรือผู้บริหารปรากฏในพระคัมภีร์ศาสนาหลายแห่งด้วยกัน  แต่ในที่นี้จะขอนำมากล่าวเฉพาะที่ท่านได้แสดงไว้ใน อรรถกถาอัฏฐกนิบาตอังคุตตรนิกาย  มีใจความว่าผู้ปกครองหรือนักบริหารนั้นจะต้องทำนุบำรุงประชาราษฏร์ด้วยหลักธรรมที่เรียกว่าราชสังคหวัตถุ  5  ประการ  คือ

                     1. สัสสเมธะ  ฉลาดสามารถในการบำรุงเกษตรกรรมและกสิกรรมเป็นต้น  อันเป็นธัญญาหารให้เกิดผลผลิตที่ดี  มีการส่งเสริมการเกษตรและกสิกรรมให้อุดมสมบูรณ์ อันจะเป็นประโยชน์พื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจ

                     2. ปุริสเมธะ  ฉลาดสามารถในการบำรุงคน  ส่งเสริมคัดเลือกคนมาทำงานให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของเขาและการงานที่จะทำนั้น ๆ พร้อมทั้งจัดสวัสดิการให้ดี  เป็นต้น

                     3. สัมมาปาสะ  ผูกประสานสงเคราะห์ประชาชนพลเมืองบ่วงคล้องใจคน  คือการดูแลสุขทุกข์ของประชาชน  ส่งเสริมอาชีพ  เช่น จัดทุนให้คนยากจนยืมไปสร้างตนในทางพาณิชยกรรมหรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ให้เกิดความเลื่อมล้ำหรือช่องว่างจนแตกแยกกัน  ซึ่งเป็นการทำให้จิตใจของประชาชนเลื่อมใสในผู้ปกครอง

                     4. วาชเปยยะ   พูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวานดูดดื่มใจ  รู้จักพูดรู้จักชี้แจงแนะนำ รู้จักทักทายถามไถ่ทุกข์สุขของประชาชนทุกชั้น  ด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ดี  ด้วยถ้อยคำที่ประกอบด้วยเหตุผล  ที่เป็นหลักฐานมีประโยชน์  เป็นทางแห่งการสร้างสรรค์แก้ไขปัญหาเสริมความสามัคคีทำให้เกิดความเข้าใจดี  ความเชื่อถือและความนิยมนับถือ

                     5. นิรัคคฬะ  บริหารประเทศชาติให้อยู่เย็นเป็นสุข  โดยป้องกันและบำราบโจรผู้ร้าย  ให้ประชาชนนอนตาหลับ  โดยยึดหลักการที่ว่า  "ความสุขของประชาชนคือยอดปรารถนาของตน"  และในทีฆนิกายปาฏิกวรรคก็ได้แสดงไว้ว่า   ผู้บริหารหรือนักปกครองที่ดีนั้น  เมื่อปฏิบัติหน้าที่  พึงเว้นความลำเอียง  (อคติ) หรือความประพฤติที่คลาดเคลื่อนจากธรรม  4 ประการ

                     1. ฉันทาคติ  ลำเอียงเพราะชอบ

                     2. โทสาคติ  ลำเอียงเพราะชัง

                     3. โมหาคติ  ลำเอียงเพราะหลงหรือเขลา

                     4. ภยาคติ  ลำเอียงเพราะขลาดกลัว

นอกจากนี้  มีความประพฤติดีเป็นแบบฉบับในการดำรงชีวิตของนักปกครองเพราะการปกครองที่ดีคือ  การให้แบบอย่างที่ดี  ความตรงความคดของนักปกครองมีอิทธิพลต่อความประพฤติของประชาชน ความซื่อตรงของประชาชน  ขึ้นอยู่กับความซื่อตรงของนักปกครอง  การแก้ความคดของส่วนใหญ่จึงต้องเริ่มมาจากฝ่ายปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  2  ประเภทนี้  พระพุทธเจ้าตรัสยกตัวอย่างไว้ในโพธิราชชาดก  ขุททกนิกายว่า

                     "เมื่อฝูงโคกำลังข้ามแม่น้ำ  ถ้าโคจ่าฝูงไปคด  โคนอกนั้นก็คดตาม  ในหมู่มนุษย์ก็เช่นเดียวกันถ้าผู้ได้รับสมมติให้เป็นหัวหน้าเป็นผู้ปกครองไม่เป็นธรรม  คนนอกนั้นก็ประพฤติไม่เป็นธรรม  ดังนั้นเมื่อผู้ปกครองประพฤติไม่เป็นธรรม  ชาวเมืองก็พลอยทุกข์กันไปทั่ว  โดยนัยตรงกันข้าม  เมื่อผู้ปกครองทรงไว้ซึ่งธรรม  ชาวเมืองก็เป็นสุขกันไปทั่ว"

2.                   วิกฤติด้านเศรษฐกิจ

                     คนเราเมื่อเกิดมาแล้ว  จะสามารถดำเนินชีวิตประจำวันไปได้อย่างมีความสุขความเจริญ  ตลอดทั้งประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ  ของชีวิต  จำเป็นต้องอาศัยเครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิดอย่างน้อยก็ต้องอาศัยปัจจัยสี่  คือ  อาหาร  เสื้อผ้า  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรคและก็ต้องมีอย่างเพียงพอที่เรียกว่า  อยู่ดีกินดีถ้าแต่ละคนมีการอยู่ดีกินดี  ก็ย่อมจะทำให้สังคมมีความมั่นคง  แต่ถ้าแต่ละคนซึ่งเป็นสมาชิกของสังคมส่วนใหญ่มีความเดือนร้อนในเรื่องการกินดีอยู่ดี  ก็ย่อมจะเป็นสาเหตุนำความอ่อนแอมาสู่สังคม  สังคมย่อมมีแต่ความเดือดร้อน  เป็นหนี้เป็นสินกันมาก  มีการทำผิดกฏหมายบ้านเมืองมีโจรผู้ร้ายมากขึ้นปรากฎการณ์ทางสังคมเช่นนี้  สาเหตุที่แท้จริงก็เนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจ   อันเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งในชีวิตประจำวันของมวลมนุษย์  ซึ่งมนุษย์ต้องดิ้นรนในแต่ละวันก็ไม่ใช่อื่นไกลก็เพื่อปากเพื่อท้องที่เรียกว่า  ทำมาหากินนั่งเอง

                     2.1 ปัญหาด้านเศรษฐกิจ

                     1) ปัญหาการตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้   มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่เผชิญกับปัญหานี้  บางคนแม้มีหน้าที่การงานทำแล้ว  บางคนจบการศึกษาเป็นผู้ใหญ่แล้ว  บางคนถึงกับแต่งงานแล้ว  บางคนมีงานทำได้รับเงินเดือนมากพอสมควรแต่ก็ไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวในทางเศรษฐกิจได้  บางคนแม้มีอายุมากถึงวัยกลางคนแล้ว  หรือบางคนแม้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวยแต่ก็ยังไม่สามารถยืนอยู่ด้วยลำแข้งของตนเองในทางเศรษฐกิจได้  และบางคนเคยมีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร  แม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปหลายปีก็ตาม ก็ยังคงสภาพฐานะเดิม  ไม่สามารถยกฐานะทางเศรษฐกิจของตนให้สูงขึ้นกว่าเดิมได้    บุคคลต่าง ๆ ดังที่ได้ยกตัวอย่างมานี้เป็นผู้เผชิญกับปัญหาการตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้ทั้ง ๆ ที่สภาพแวดล้อมภายนอกและตัวเองก็สูงวัยพอสมควร  น่าจะประสบความสำเร็จมากกว่านี้  ปัญหาการตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้น่าจะลดน้อยถอยลงมากกว่านี้  แม้มีครอบครัวแล้วก็ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นอยู่  หรือโตแล้วก็เหมือนไม่โต ชนิดที่เลี้ยงไม่รู้จักโต  สำหรับปัญหาดังกล่าว  ได้มีหลักคำสอนในทางพุทธศาสนา  ซึ่งเป็นธรรมะเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจส่วนบุคคลและครอบครัวถ้าได้นำเอาไปเป็นแนวทางแห่งการประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจังและจริงใจในชีวิตประจำวันแล้ว  ก็เชื่อได้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้อย่างแน่นอน  หลักธรรมดังกล่าว  มีดังนี้

                     2) ปัญหาการกระจายรายได้   ปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากเป็นปัญหาหนึ่งก็คือ  ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน  คนรวยก็รวยเหลือเกิน  ส่วนคนจนก็จนมากเหลือเกิน หรือคนร่ำรวยมีจำนวนน้อยแต่มีรายได้มาก  ขณะเดียวกัน  คนจนมีจำนวนมากและมีรายได้ต่ำมาก  เมื่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมีเช่นนี้ ก็ย่อมทำให้คนจนมีความเดือนร้อนเป็นทุกข์และก็มีโอกาสที่จะยากจนมากยิ่งขึ้น  เมื่ออยากจะทำอะไรก็มักจะติดขัดกลายเป็นอุปสรรคเป็นปัญหาไปเสียหมด  และโอกาสที่จะต้องกู้หนี้ยืมสิ้นก็มีมากขึ้น  ความยากจนก็ดี  การกู้หนี้ยืมสินก็ดี  ล้วนแต่เป็นสาเหตุแห่งความเดือดร้อนทั้งสิ้น

                     3) ความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง  ในการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งของกลาง  คือ  เงินไวจับจ่ายใช้สอยบำบัดทุกข์บำรุงสุข  เมื่อมีงานทำ  ก็ย่อมจะได้เงินเป็นค่าตอบแทน  ดังคำขวัญที่ว่า  "งานคือเงิน  เงินคืองาน  บันดาลสุข"  ก็ย่อมมีผู้ที่เป็นเจ้าของงานในฐานะนายจ้าง  และผู้ทำงานในฐานะลูกจ้าง  นานจ้างกับลูกจ้างนี้  ก็มักจะมีปัญหาขัดแย้งกันอยู่บ่อยครั้ง สาเหตุความขัดแย้งอาจมีมากมายหลายอย่าง  เช่น  ลูกจ้างไม่สนใจและรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานเท่าที่ควร  ขาดประสิทธิภาพในการทำงานหรือมีผลงานออกมาไม่เป็นที่พอใจของนายจ้าง  ส่วนนายจ้างก็อาจจะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน  นายจ้างใช้วิธีปกครองลูกจ้างไม่เป็นธรรม หรือไม่เข้าใจชีวิตจิตใจของลูกจ้างที่ต้องการเรียกร้องให้ขึ้นค่าจ้างเนื่องจากค่าจ้างต่ำไม่เพียงพอต่อการครองชีพและนายจ้างไม่ยอมขึ้นให้เล่านี้  เป็นต้น  ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นสังเกตได้ว่าความขัดแย้งต่าง ๆ ถ้าฝ่ายหนึ่งได้อีกฝ่ายหนึ่งมักเสีย  เช่น  ถ้านายจ้างขึ้นค่าแรงค่าจ้างแก่ลูกจ้างนายจ้างก็จะรู้ว่า  เป็นการเสีย  เพราะต้นทุนสูงขึ้น  เป็นต้น  แต่ความขัดแย้งส่วนมากเกิดขึ้นเนื่องจากลูกจ้างรู้สึกว่า  ถูกนายจ้างเอาเปรียบหรือปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม  ลูกจ้างจึงมีการรวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อเรียกร้องสิ่งที่ลูกจ้างต้องการทำให้เกิดสมาคมลูกจ้างและการนัดหยุดงาน  เป็นต้น  เพื่อให้มีกำลังต่อรองกับนายจ้างในการเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ ที่ตนต้องการ  มีการรวมกำลังลูกจ้างเพื่อเจรจาต่อรองกับนายจ้างและใช้วิธีการต่าง ๆ  เช่น นัดหยุดงานก็เพื่อให้เกิดอำนาจการเจรจาต่อรอง  กล่าวคือ  ถ้าอำนาจการเจรจาต่อรองของฝ่ายใดมากว่าก็จะมีสิทธิมีเสียงมากกว่าในการเจรจา  ด้วยเหตุนี้  ความขัดแย้งจึงมักจะเกิดขึ้นเสมอ  โดยเฉพาะในการอุตสาหกรรมและสาขาอื่น ๆ นอกจาการเกษตร  การหยุดงาน  หรือการทำลายซึ่งกันและกัน  จึงเป็นเหตุการณ์ธรรมดา  ในระบบเศรษฐกิจ  เป็นการทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรมนุษย์  ตลอดทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไปอย่างน่าเสียดายเมื่อมีการหยุดงาน

                     4) ปัญหาโจรผู้ร้ายชุกชุม  โจรผู้ร้ายปล้นทรัพย์สินของผู้อื่น  นอกจากเป็นผู้ทำผิดกฎหมายบ้านเมืองเป็นอาชญากรนำความเดือนร้อนมาสู่สังคมแล้วยังเป็นผู้ประพฤติผิดศีลธรรมและทำลายเศรษฐกิจของชาติอีกด้วย  เพราะเป็นผู้เบียดเบียนเจ้าทรัพย์และถ่วงความเจริญ  คือ  นอกจากตัวเองจะไม่ประกอบสัมมาอาชีวะแล้วยังขัดขวางผู้อื่นซึ่งทำการประกอบสัมมาอาชีวะเพื่อประโยชน์และความเจริญของบ้านเมืองการแก้ปัญหาโจรผู้ร้าย จะต้องแก้ให้ถูกจุดและผู้ที่จะแก้ไขได้ดี  ได้แก่ผู้เป็นหัวหน้าฝูงชนผู้ปกครองหรือผู้บริหารบ้านเมืองโดยจะต้องแก้ไขที่ปัญหาเศรษฐกิจ

2.2      ผลกระทบต่อสังคมไทย

1)        ในแง่ของปัจเจกบุคคล  คนไทยย่อมกินอยู่อย่างแร้นแค้นอดอยาก ไม่สามารถตั้งตนได้ เป็นต้นไม่สามารถจะกระทำอะไรตามที่ต้องการ

2)            ในแง่ของสังคม  ย่อมก่อให้เกิดช่องว่างเหลื่อมล้ำกันระหว่างคนรวยกับคนจนเป็นภาระของสังคมที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ ก่อให้เกิดความล่าช้าในการพัฒนาประเทศ ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่มั่นคงทางสังคม ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมาเช่น ปัญหาอาชญากรรม  เป็นต้น

3)        ในแง่ของการเมือง  เศรษฐกิจของชาติย่อมเป็นตัววัดคุณภาพของประเทศ คุณภาพของนักปกครอง คุณภาพของประชาชน และการให้ความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ

                     2.3    พุทธศาสนากับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

                      ดังได้กล่าวมาแล้วว่า  จุดประสงค์ของเศรษฐกิจนั้น  ก็เพื่อบำบัดหรือสนองความต้องการของมนุษย์ให้เกิดความมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์  หรือจะกล่าวอย่างง่าย ๆ ก็เพื่อให้ประชาชนมีการอยู่ดีกินดี  หรือมีมาตรฐานในการครองชีพสูงขึ้น  ในทางเศรษฐกิจถือว่า  ยิ่งมีการอยู่ดีกินดีด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคมากเพียงใด  ชีวิตย่อมมีความสุขและสะดวกสบายมากเพียงนั้น  และเชื่อว่า เมื่อมีสินค้า  และมีการบริการที่ผลิตได้ให้แก่ประชาชนโดยทั่วถึงมากยิ่งขึ้น  ประชาชนก็จะมีความสุขและความเป็นอยู่ดีขึ้น  ความสุขดังกล่าว  จึงกล่าวได้ว่าเป็นความสุขในด้านวัตถุ  จะกล่าวว่าความมุ่งหมายของเศรษฐกิจก็เพื่อจะสร้างความสุขใจด้านวัตถุให้แก่มนุษย์นั่นเอง  ก็ย่อมเป็นการถูกต้อง  พุทธศาสนาก็มีความมุ่งหมายที่จะสร้างความสุขให้แก่มนุษย์เช่นเดียวกัน  แต่พุทธศาสนาแบ่งความสุขออกเป็น  2  ประเภทใหญ่ คือ  โลกิยสุข  และโกุตตรสุข  โลกิยสุข  เป็นความสุขของปุถุชนหรือฆราวาสผู้ครองเรือน  เป็นความสุขที่พัวพันกับทรัพย์สมบัติและวัตถุกามต่าง ๆ เป็นประเภทอามิสสุข  คือสุขที่เจือด้วยอามิสสิ่งของ  ความสุขทางเศรษฐกิจก็จัดอยู่ในความสุขประเภทนี้  เพราะเป็นความสุขของการแสดวงหาและได้สิ่งของมาบำบัดความต้องการ ส่วนโลกุตตรสุขเป็นความสุขของผู้สิ้นกิเลสาสวะ  และสำเร็จอรหัตผลแล้ว เป็นความสุขที่เที่ยงแท้ ยั่งยืน ไม่พัวพันอยู่กับวัตถุกามหรืออารมณ์กามใด ๆ เป็นประเภทนิรามิสสุข  หรือสุขไม่เจือด้วยอามิส  ซึ่งเป็นควาสุขที่เกิดขึ้นได้จากการบรรเทาความต้องการหรือทะยานอยากเสียได้  เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากากรให้เสียสละ  จะกล่าวว่าเป็นหลักเศรษฐกิจชั้นสูงในทางพุทธศาสนาก็ได้

                     2.3.1 หลักของการพออยู่พอกินในพระพุทธศาสนา

                     1)   ทิฏฐธัมมิกัตถะ  ประโยชน์ปัจจุบัน หรือหลักสร้างความสำเร็จทันตาเห็น  บางทีท่านเรียกว่า  หัวใจเศรษฐี  (อุ.อา.กะ.สะ.)  อันเป็นคำสอนให้ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ในทางเศรษฐกิจ  4  ประการ   คือ

(1) ต้องมีความหมั่น  คือ  มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน  ประกอบอาชีพอันสุจริต  รู้จักใช้ปัญญาความสามารถจัดการดำเนินการไปให้ได้ผลดี  ซึ่งเป็นทางให้ได้ทรัพย์  ข้อนี้ตรงกับหลักเศรษฐกิจข้อแรกคือ  Production หลักผลิตกรรม

                     2)  ต้องการรักษา  คือ  ต้องรู้จักเก็บคุ้มครองทรัพย์  หน้าที่การงานและผลงานที่ตนได้มาหรือได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียรนั้น  ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสียโดยเฉพาะ  ถ้าเป็นทรัพย์  ก็ต้องยิ่งรู้จักเก็บออม  ข้อนี้ตรงกับหลัก  Saving  หลักเก็บออม

                     3) ต้องเลือกคบคนดีเป็นเพื่อน    คือ  เลือกคบแต่สุหทมิตร ได้แก่  มิตรแท้  เพื่อนจริง ที่มีอุปการคุณ  สมานสุขทุกข์  แนะนำประโยชน์ให้และมีความรักใคร่จริงใจ ถ้าดำเนินธุรกิจเป็นบริษัทหรือสหกรณ์ ก็จำเป็นต้องเลือกสมาชิกที่ดี  ตรงกับหลัก  Cooperation  หลักสหกรณ์

                     4) ต้องมีความเป็นอยู่เหมาะสม  คือ  รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่าย  เลี้ยงชีวิตแต่พอดีมิให้ฝืดเคืองหรือฟุ่มเฟือย ตรงกับหลัก  Household  Budget งบประมาณประจำบ้านหรือการวางแผนการใช้จ่ายประจำครอบครัว  นั่นเอง

                     2.3.2  การเว้นจากอบายมุข  (เหตุย่อยยับแห่งโภคทรัพย์)  4  ประการ  คือ

                     1)  จากความเป็นนักเลงหญิงนักเที่ยวผู้หญิง  (แม้แต่นักเลงชาย)

                     2) เว้นจากความเป็นนักเลงสุรานักดื่มนักเสพยาเสพติดประเภทต่าง ๆ

                     3) เว้นจากความเป็นนักเลงเล่นการพนัน

                     4) เว้นจากการคบคนชั่วเป็นมิตรสหาย

                     2.3.3  ต้องดำเนินตามกุลจิรัฏฐิติ  เหตุที่ทำให้ตระกูลมั่งคั่งดำรงอยู่ได้นาน  4  ประการ  คือ

                     1) ของหาย  รู้จักเสาะแสวงหาคืนมา

                     2) ของเก่าของชำรุด  รู้จักบูรณะซ่อมแซม

                     3) รู้จักประมาณความพอดีในการกินการใช้

                     4) พ่อบ้านแม่บ้านเป็นผู้มีศีลธรรม

เพียงเท่านี้ ก็สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจส่วนบุคคลหรือครอบครัวได้  เมื่อแก้ที่บุคคลหรือครอบครัวได้  ก็ชื่อว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศชาติได้

                     2.3.4  หลักกตัญญุตา   คือ  ความรู้จักประมาณตนหรือรู้จักความพอดีในการแสวงหาทรัพย์ในทางที่ชอบไม่โลภมากจนเกินไป และเมื่อหามาได้แล้วก็ต้องรู้จักประมาณในการใช้จ่ายด้วยต้องไม่ให้ฟุ่มเฟือยจนเกินไป  และต้องมีอัตตัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้จักตนเอง  คือ  ต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่าเรามีชาติตระกูลยศตำแหน่ง หน้าที่การงานความรู้ความสามารถแค่ไหนเพียงไร  แล้วต้องประพฤติตนให้สมกับภาวะนั้น ๆ อย่าหลงตัวเอง  อย่าลืมตัวเองเป็นเด็ดขาด เช่น  เป็นนายจ้างจะต้องเอาใจใส่ดูแลในเรื่องค่าจ้างที่เป็นธรรมรวมทั้งสวัสดิการอื่น ๆ  พระพุทธเจ้าได้ทรงวางวิธีที่นายจ้างจะพึงปฏิบัติต่อลูกจ้างไว้  5  ประการ  คือ

                     (1) จัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง  เพศ  วัย  ความสามารถ

                     (2) ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเป็นอยู่

                     (3) ให้สวัสดิการมีช่วยรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้  เป็นต้น

                     (4) มีอะไรได้พิเศษมา  ก็แบ่งปันให้

                     (5) ปล่อยในสมัย คือ  เลิกงานตามเวลา  และให้โอกาสพักผ่อนรื่นเริงตามสมควร

                     การค้าขายเป็นอาชีพที่ยอมรับกันว่า  เป็นอาชีพของพลเมืองดีประเภทหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงลักษณะของพ่อค้า  ที่อาจสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้แก่ตนได้ว่า  ต้องประกอบด้วยลักษณะ  3  ประการ คือ

                     1)  จักขุมา  มีหูตาไว้กว้างขวาง  สามารถจำแนกต้นทุน  กำไร  สินค้าต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีว่า  สินค้าชนิดนี้ซื้อมาราคาเท่านี้  ขายราคาเท่านี้จะได้กำไรเท่าไร  เป็นต้น

                     2) วิธูโร   มีความชำนิชำนาญในการค้าเข้าใจในการซื้อสินค้าเข้า  จำหน่ายสินค้าออก  รอบรู้การตลาดอำนาจการซื้อของลูกค้า  เป็นต้น  ไม่ทำให้สินค้าของตนตกค้าง

4)        นิสสยสัมปันโน  เป็นคนมีหัวใจในทางการค้า  และมีแหล่งเงินต่าง ๆ ให้การสนับสนุน เช่น คุ้นเคยกับเศรษฐีคฤหบดี  นายธนาคารให้ความเชื่อถือ  สนับสนุนในด้านทุนดำเนินการ เป็นต้น

2.4  หลักพุทธธรรมสำคัญ ที่ควรจะนำมาประยุกต์ได้กับลักษณะทั่วไปเศรษฐศาสตร ์

1) เน้นการพึ่งตนเอง : ความหมายในทางพุทธธรรมคือ ความสามารถในการพัฒนาตนเองด้วยการพิจารณาอย่างแยบคาย เห็นความเป็นจริงของความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ขณะที่ความหมายที่มักเข้าใจกันในทางเศรษฐศาสตร์คือ

2) เน้นการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท : เป็นข้อที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดทั้งในแง่ความหมายทางธรรม และยังนำมาประยุกต์กับเศรษฐกิจได้

3) เน้นอหิงสา หรือการละเว้นจากการสร้างเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความรุนแรง : ประโยชน์ข้อนี้ ก่อให้เกิดความร่วมมือกันแทนที่จะเป็นการแข่งขัน ซึ่งมีทางเป็นได้ และเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย แต่สิ่งที่ต้องขจัดออกไปอย่างสิ้นเชิงคือ ความโลภ

4) เน้นการดำเนินชีวิต และประกอบอาชีพการงานที่เป็นประโยชน์ สุจริต มีมานะอดทน สัมมาอาชีวะ : ข้อนี้จะเน้นการผลิต-ไม่ผลิต การบริโภค-ไม่บริโภค ในลักษณะที่ไม่เป็นผลดีแก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เป็นการปฏิบัติธรรมหรือหน้าที่ที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิตส่วนหนึ่ง

5) เน้นการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น : ข้อนี้ถือเป็นหัวใจของพุทธธรรม ในการดำเนินชีวิตไปตามทางสายกลางมุ่งเน้นสันติสุข ท่ามกลางในทางเศรษฐกิจ ที่ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก ถ้าหันมาร่วมมือกันสังคมก็จะได้รับประโยชน์มหาศาล

6) พยายามละกิเลสและความโลภ : ความโลภนำไปสู่พฤติกรรมที่เน้นการเสี่ยง ที่มีผลกระทบต่อความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นสาเหตุสำคัญ ที่อาจจะนำความเสียหายในทางเศรษฐกิจมาสู่ตนเองและสังคม

7) การเน้นความซื่อสัตย์ สุจริต มีความละอาย และเกรงกลัวการกระทำความผิด : เน้นการมีจิตใจเป็นกุศลมีเจตนาหรือความตั้งใจดีต่อผู้อื่น จิตที่บริสุทธิ์ย่อมนำมาซึ่งจิตที่สงบและมีสติมั่นคง นำไปสู่ปัญญาและความพ้นทุกข ์

เหล่านี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำเอาพุทธเศรษฐศาสตร์ ที่ได้จากพุทธธรรมไปประยุกต์ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ถ้าหากทำได้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันจะเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมต่อไป

3.                   วิกฤติด้านสังคม

                     สภาพของสังคมไทยปัจจุบัน  นับวันยิ่งเลวร้ายลงทุกที ตลอดทั้งปัญหาทางด้านสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  และจริยธรรม  ในด้านการสรรค์สร้างคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและสังคมก็หาได้ยากมากผิดกับเมื่อ  10-20 ปีที่แล้ว  การปฏิบัติตนของคนในสังคมปัจจุบันมีแต่สภาพของความเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้  ไม่มีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อกัน  โดยเฉพาะสังคมในกรุงเทพฯ สังคมไทยเป็นสังคมของพระพุทธศาสนา แต่การอบรมสั่งสอนเยาวชนของชาติในด้านจริยธรรมลดน้อยลงหรืออาจจะหายไปในบ้างที่  เช่น  ในรั้วมหาวิทยาลัย  เมืองไทย  ในอดีตเคยได้ชื่อว่าเมืองแห่งพระพุทธศาสนา  เป็นสยามเมืองยิ้ม  ประชาชนหน้าตาเบิกบาน  ไม่เคร่งเครียดเหมือนในปัจจุบันที่รัฐบาลประกาศว่า  ประชาชนยากจนข้นแค้น นายทุนข่มเหงคนจนข่มผู้ใช้แรงงาน  มองดูสภาพสังคมที่เดือนร้อนอยู่ทุกวันนี้  เป็นอย่างไร  ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น  มีคนเข้าใจหรือยึดมั่นในพระพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหน  สภาพจริยธรรมศีลธรรมในสังคมไทยปัจจุบัน  จึงอับก็ว่าได้  ไม่ว่าสังคมจะมีสภาพทางสังคมมากน้อยเพียงใด  แต่ในทุกสถาบันก็มีปัญหาด้วยกันแทบทั้งสิ้น

3.1  ปัญหาของสังคม

                1) ปัญหาความแตกร้าวในครอบครัว  ครอบครัวนับว่าเป็นสถาบันมูลฐานของสังคม  สมาชิกของสังคมทุกคน  ก็ถือกำเนิดเกิดก่อจากแต่ละครอบครัวนั่นเอง  และเป็นสภาพแวดล้อมที่ใกล้ตัวคนมากที่สุดถ้าสัมพันธ์ภาพ หรือสภาพครอบครัวที่ดี    ไม่พิการ หรือแตกร้าวปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น การหย่าร้างคนจรนัด หรือโสเภณี ศีลธรรมเสื่อม เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่จะมีผลกระทบต่อสังคมโดยส่วนรวมจะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นปัญหาความแตกรัวในครอบครัว จึงนับว่าเป็นปัญหาสังคมทีสำคัญมากที่จะต้องได้รับการแก้ไขอีกหลาย ๆ ฝ่าย โดยรวดเร็วและถูก จึงนับว่าเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญมากที่จะต้องรับการแก้ไขจากหาย ๆ ฝ่าย โดยรวดเร็วและถูกต้องเพื่อผลประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกับของครอบครัวและสังคมโดยส่วนรวม

                2) ปัญหาอาชญากรรมและทุรกรรมต่าง ๆ   ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำวันในชีวิต คือความเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นอาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตุหลายประการ  เช่น  สันดานเป็นอาชญากร  ปัญหาเศรษฐกิจ  สังคม       ครอบครัว  สิ่งแวดล้อม  เป็นต้น

                3. ปัญหาศีลธรรมเสื่อม     ปัญหาข้อนี้จุดสำคัญที่ตัวเองของบุคคลแต่ละบุคคล  เพราะตัวเองแต่ละคนมักจะวางเฉยต่อศีลธรรมดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้ที่ประพฤติผู้ที่ประพฤติทุจริต  เช่น  พวกขโมยก็ไม่อยากให้ใครมาขโมยพวกตนต่อไป  พ่อค้าที่ขูดเลือดขูดเนื้อประชาชนก็ไม่อยากจะให้ข้าราชการมาใช้อำนาจนอกหน้าที่ขูดรีดเนื้อตน  สามีที่ตบตีภรรยาได้ทุกวัน ๆ  มีเพื่อบ้านมาระรานกัน  ข้าราชการไม่มีความปราณี เจ้าที่ไม่ยุติธรรม    นี้เป็นความจริงซึ่งสามารถพิจารณาเห็นได้ในสังคมทุกวันนี้

                4. ปัญหาโสเภณี       ปัญหาโสเภณีนับว่าเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญปัญหาหนึ่งในสังคมอารยะทุกสังคม 

ล้วนมีหญิงโสเภณีเหมือนกันหมดสิ้น  จึงกล่าวได้ว่าหญิงโสเภณีเป็นผลิตผลทางสังคมและก็กลายเป็นปัญหาสังคม  เหตุที่หญิงโสเภณีมักอ้างในเมื่อถูกซักถามถึงเหตุที่ต้องมาเลี้ยงชีพแบบนี้    คือ

                ) ชีวิตทางครอบครัว  มีสภาพไม่มั่นคง  ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเพราะพ่อแม่ไม่รับผิดชอบเต็มที่  หรืออาจเกิดขึ้นจากความเสื่อมโทรมทางจิตใจก็ได้

                ) ชีวิตการแต่งงานไม่ราบรื่น เมื่อหย่าร้างกับสามี  ต้องเลี้ยงตนเอง  เมื่อไม่รู้ว่าจะหาวิธีใดเลี้ยงชีพจึงต้องหากินทางนี้

                ) ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจในครอบครัว  ต้องทำมาหากินแบบนี้  เพราะถือว่า จะช่วยผดุงฐานะทางเศรษฐกิจของบ้านได้

                ) เหตุผลส่วนตัวบางอย่าง 

                ) เพราะถูกหลอกลวงไปโดยอ้างว่า  จะให้ไปทำงานรับจ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่แล้วถูกบังคับให้ขายตัว  เลยกลายเป็นโสเภณีไป

                ) เพราะปัญหาว่างงาน  ก็เลยหันมาประกอบอาชีพนี้

                ) เพราะคบเพื่อนไม่ดี  เลยถูกเพื่อชักชวนไปทำงานประเภทบริการอื่น ๆ  ก่อน  แล้วในที่สุดก็กลายเป็นบริการทางเพศ

                ) เพราะผู้ปกครองหรือพ่อแม่บางคนยินยอมที่จะให้ไปกระกอบอาชีพเช่นนั้น  เป็นต้น

                     สาเหตุต่าง ๆ ตามที่ยกมากล่าวพอเป็นตัวอย่างข้างต้นนี้แหละ  ที่ทำให้เด็กเยาวชนหรือเด็กหญิง    ตัวน้อย ๆ  อายุ  12-18  ต้องกลายเป็นโสเภณีที่มีชีวิตจมปลักหมักหมมอยู่ในห้วงอเวจี  ไม่มีอิสระในตัวโสเภณีบางคนถูกบังคับให้ทำงานชนิดไม่ได้พักผ่อนหลับนอนเพียงพอทั้งไม่ให้ลา  ไม่ให้หยุด  หรือไม่ให้มาสาย    จนสุขภาพร่างกายทรุดโทรม  ร่างโรย  ตายด้านตั้งแต่เยาว์วัย ผลตอบสนองที่สังคมได้รับจากหญิงโสเภณี     จนกลายเป็นปัญหาสังคมนั้น  มีหลายประการ  เช่น

                     1) การแพร่เชื้อโรค  ผู้หญิงโสเภณี  เป็นผู้สำส่อนทางเพศย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งกามโรคและโอกาสที่จะแพร่เชื้อกามโรคให้แก่ผู้ชายที่ไปเที่ยวผ่อนคลายความกำหนัดได้เป็นอย่างมากและง่ายดาย  เช่น  โรคเริม  แผลริมอ่อน  ฝีมะม่วง  หนองในเทียม  ซิฟิลิส  โดยที่สุดแม้แต่เชื้อเอดส์

                     2) ทำลายความมั่นคงของครอบครัวไปติดกามโรคมา  ก็อาจจะนำเชื้อมาเผยแพร่ให้สมาชิกของครอบครัว  แทนที่จะติดโรคคนเดียวก็กลายเป็นสองคนหรือสามคน  นอกจากจะเสียเงินไปเป็นค่าบำรุงบำเรอให้โสเภณีแล้วก็ต้องนำเงินทองมาใช้จ่ายเป็นค่ายารักษาโรค  เป็นจำนวนมิใช่เล็กน้อยแทนที่จะได้นำเงินนั้นไปใช้จ่ายบำรุงความสุขแก่ครอบครัว และบางทีถึงกับครอบครัวแตกสลายลงเพราะภรรยาฟ้องหย่ากับสามีในเรื่องเช่นนี้  มักมีปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง  หรือบางทีก็เกิดเป็นการทะเลาะกันเกิดระหองระแหงภายในครอบครัว  ขาดความไว้วางใจกันในระหว่างคู่ครอง  สมาชิกของครอบครัวขาดความอบอุ่นและมีปมด้อยเป็นการทำลายบรรยากาศความสุขในครอบครัวได้  ซึ่งก็เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของครอบครัวอันเป็นสถาบันพื้นฐานที่สุดของสังคมนั่นเอง

                3) เป็นต้นเหตุทำลายศีลธรรมจรรยาอันดีงามของสตรี  เพราะผู้หญิงหรือสตรีโดยทั่ว  ๆ ไป  จะต้องเป็นผู้มีความละอาย  มีกิริยามารยาทเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี แต่คุณธรรมจรรยาดังกล่าวจะหาได้ยากมากในพวกผู้หญิงโสเภณี  มีแต่จะเป็นที่ปรากฏโดยทั่วไปว่า  หญิงพวกนี้มีความละอายน้อยขาดจรรยา  มารยาที่ดีงามและมีความประพฤติชั่วช้ากักขฬะหยาบโลน

                3.2  ผลกระทบกับสังคมไทย

1)    ในแง่ของปัจเจกบุคคล  ย่อมทำให้ประชาชนมีสุขภาพจิตเสื่อมทรามลง สุขภาพบุคลิกภาพถดถอย ขาดสติปัญญาความรอบรู้ในการแก้ไขปัญหาชีวิต เป็นต้น

2)      ในแง่ของสังคมส่วนรวม  สังคมขาดความสงบสุข เนื่องจาก ปัญหาดังกล่าวข้างต้น

3)    ในแง่ของการเมือง บุคคลในสังคมเป็นส่วนประกอบสำคัญในสถาบันทั้งปวง ผลอันโยงใยถึงกันย่อมก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในการเมือง ไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาของชาวโลก

4)    ในแง่ของเศรษฐกิจ  ย่อมเป็นปัญหาระยะยาวอันเกิดจากพฤติกรรมของบุคคลในสังคม การว่างงาน การขาดรายได้ การประกอบอาชีพไม่สุจริต คุณภาพของบุคคลในสังคมย่อมส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของสังคมด้วย

3.3    พระพุทธศาสนากับการแก้ไขปัญหาสังคม

                3.3.1 ปัญหาความแตกร้าวในครอบครัว  อาจจะมาจากสาเหตุหลายอย่าง เช่นสาเหตุทางเศรษฐกิจบ้าง สุขภาพอนามัยบ้าง   สิ่งแวดล้อมบ้างและสาเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือ  การบกพร่องในหน้าที่ของบุคคล  ไม่คนใดก็คนหนึ่ง หรือเกิดบกพร่องพอ ๆ กัน  สาเหตุเหล่านี้น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับผู้จะมีชีวิตครอบครัว  ควรจะได้พิจารณาข้อคิดบางประการก่อนจะตัดสินใจแต่งงาน  กล่าวคือ

                1) ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง จะต้องมีความรักความเข้าใจซึ่งกันและกัน

                2) จะต้องมีความมั่นคงในทางการเงิน

                3) จะต้องพร้อมที่จะอดทนในการเผชิญต่อความยุ่งยากอันจะพึงมีขึ้น

                4) จะต้องไม่มีปัญหาในเรื่องสถานที่อยู่หรือบ้านพัก

                5) ทั้งสองฝ่ายจะต้องแสดงความจริงใจต่อกัน

                6) จะต้องมีความสมบูรณ์แห่งสุขภาพและการสนองความต้องการทางเพศ  ทั้งนี้เพราะปัญหาที่จะนำไปสู่การแตกร้าวในครอบครัวโดยเฉพาะการหย่าร้างอันเกิดจากทางฝ่ายสามี  ทางพุทธศาสนาได้กล่าวไว้ใน สังขปัตตชาดกว่ามี  8  อย่าง  คือ

                1) สามี  เป็นคนเข็ญใจ                                       2) สามีเป็นขี้โรค

                3) สามีเป็นคนแก่                                                4) สามีเป็นคนขี้เมา

                5) สามีเป็นคนโฉดเขลา                                     6) สามีเป็นคนเพิกเฉย

                7) สามีไม่ทำมาหากิน                                         8) สามีหาทรัพย์มาเลี้ยงดูไม่ได้

                สาเหตุจากปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นก็อาจจะแก้ได้โดยการงดจากอบายมุข  (เหตุย่อยยับแห่งโภคทรัพย์) 4  ประการดังกล่าวไว้นั้น   โดยเฉพาะข้อที่  4  การเว้นจากการคบคนชั่วเป็นมิตรสหาย แล้วพยายามเลือกคบแต่เพื่อนที่ดีที่เป็นกัลยามิตร  เพราะเพื่อนนั้นนับว่าเป็นสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวที่อิทธิพลและมีความสำคัญมาก  คนทีได้ดีมีความสำเร็จในชีวิตได้นั้นก็เพราะมีเพื่อนดี  หรือคบแต่เพื่อนดีนั่นเองดังที่กล่าวกันว่า  "คบคนดีเป็นศรีแก่ตัว"  จะรู้ได้อย่างไรว่า  เพื่อนดีที่จัดเป็นกัลยาณมิตรนั้น  มีลักษณะอย่างไร  พระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดลักษณะของมิตรที่ดีและชั่วไว้มนทีฆนิกาย  ปาฏิกวรรคว่า ลักษณะของเพื่อนที่ดี  หรือเพื่อนแท้  มี  4  ประการคือ

                1) เพื่อนที่มีอุปการะ                                           2) เพื่อนที่ร่วมสุขร่วมทุกข์

                3) เพื่อนที่แนะนำประโยชน์                            4) เพื่อนที่มีความรักใคร่

                3.3.2  สาเหตุมาจากการบกพร่องในหน้าที่   อาจจะแก้ได้โดยการรักษาหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด  พ่อบ้านแม่เรือนต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ในทีฆนิกายปาฏิกวรรค  ในฐานะของผู้เป็นสามี  ก็ต้องทำหน้าที่ที่พึงทำต่อภรรยาดังนี้  เช่น  ยกย่องให้เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา ไม่แสดงอาการดูหมิ่นเหยียดหยามภรรยา  ไม่เกี่ยวข้องกับสตรีอื่นในทางประเวณี  เป็นต้น

                ส่วนผู้เป็นภรรยา  ก็ต้องทำหน้าที่ที่พึงทำเป็นการอนุเคราะห์สามีดังนี้  เช่น จัดการงานภายในบ้านในฐานะที่ตนเป็นแม่บ้านให้สะอาดเรียบร้อย   สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี  ไม่ประพฤติกรรมอันเป็นข้าศึก  ต่อความเป็นภรรยาสามี  ได้แก่  การเกี่ยวข้องกับชายอื่นในทางชู้สาว  หรือไม่หึงหวงจนเกิดเหตุ เป็นต้นพร้อมกันนั้นก็จะต้องนำเอาหลักธรรมสำหรับการครองเรือน  คือ  ฆราวาสธรรม  4  ประการ  มาใช้ต่อกันในบ้านด้วย  ดังนี้

                1. สัจจะ  ความจริงใจ  คือ  ซื่อสัตย์ต่อกัน  ทั้งจริงใจ  จริงวาจา  และจริงในการกระทำ

                2. ทมะ  ฝึกตน  คือ รู้จักควบคุมจิตใจ  ฝึกหัดตัดนิสัยแก้ไขข้อบกพร่องข้อขัดแย้ง  ปรับตัวปรับใจเข้าหากัน

                3. ขันติ  อดทน  คือ   มีจิตใจเข้มแข็งหนักแน่น  ไม่วู่ว่าม ทนต่อความล่วงล้ำกล้ำเกินกัน  และร่วมกันอดทนต่อความเหนื่อยยาก  ลำบากตรากตรำ  ฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน

                4. จาคะ  เสียสละ  คือ  มีน้ำใจ  สามารถเสียสละความสุขสำราญ  ความพอใจ  ส่วนตนเพื่อคู่ครองได้  เช่น  อดหลับอดนอนพยาบาลกันในยามเจ็บไข้  เป็นต้น  ตลอดจนมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อญาติมิตรสหายของคู่ครองไม่ในแคบ

                ฝ่ายพ่อบ้านหรือสามี  ก็จะต้องเป็นผู้เห็นใจแม่บ้านหรือภรรยาเป็นกรณีพิเศษด้วย  ทั้งนี้เพราะสตรีมี

ความทุกข์อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากผู้ชาย   ซึ่งสามีจะต้องเข้าใจและพึงปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่เห็นอกเห็นใจด้วย เช่น ผู้หญิงต้องจากหมู่ญาติมาอยู่กับตระกูลของสามีทั้งที่เป็นเด็กสาว  สามีควรให้ความอบอุ่นใจ  ผู้หญิงมีระดู  ซึ่งบางคราวก่อปัญหาให้เกิดความแปรปรวนทั้งจิตใจและร่างกาย  ฝ่ายชายควรเข้าใจ    ผู้หญิงมีครรภ์  ซึ่งยามนั้นต้องการความเอาใจใส่  บำรุงกายใจเป็นพิเศษ  เป็นต้น  สมาชิกครอบครัว  ไม่ใช่มีแต่สามีภรรยาเท่านั้น  สมาชิกที่สำคัญอีกจำพวกหนึ่งก็คือลูก ๆ ผู้ที่เป็นพ่อบ้านแม่บ้านหรือเป็นพ่อแม่จะต้องรักษาหน้าที่ของตนที่จะต้องมีต่อลูกโดยปฏิบัติหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด และยุติธรรมกับลูก ๆ ทุกคน  หน้าที่ของพ่อแม่นั้น  พระพุทธองค์ได้ตรัสแนะเอาไว้ในทีฆนิกายปาฏิกวรรค  ดังนี้  เช่น ห้ามไม่ให้ลูกทำชั่ว  แนะนำให้ลูกตั้งอยู่ในความดี  ให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียน  เป็นต้น

                3.3.3  ปัญหาอาชญากรรมและทุรกรรมต่าง ๆ สำหรับปัญหาอาชญากรรมและทุรกรรมต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำวันในชีวิต คือความเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นอาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตุหลายประการ  เช่น  สันดานเป็นอาชญากร  ปัญหาเศรษฐกิจ  สังคม  ครอบครัว  สิ่งแวดล้อม  เป็นต้น

                สำหรับสาเหตุจากปัญหาเศรษฐกิจและครอบครัว  ได้กล่าวถึงวิธีแก้มาแล้วข้างต้น  ซึ่งอาจจะนำมาใช้ในกรณีนี้ได้เช่นเดียวกัน  ส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเช่น  แหล่งจำหน่ายยาเสพติด เป็นต้น ถ้าจะให้ได้ผลดี  ทางฝ่ายรัฐบาลหรือชนชั้นบริหารน่าจะได้จัดการแก้ไขให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้   โดยรัฐบาลหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทางฝ่ายบ้านเมือง  อาจจะแก้ด้วยการนำเอาธรรมะไปเป็นหลักในการทำงาน  เมื่อเห็นว่าสิ่งแวดล้อมใดที่ขัดกับหลักศีลธรรมและจารีตประเพณีที่ดีงาม  ก็จัดการให้เป็นไปในทางดีเสีย  ก็จะเป็นอุบายวิธีแก้ไขที่ได้ผลมากทางหนึ่ง

                3.3.4  ปัญหาศีลธรรมเสื่อม               สาเหตุแห่งศีลธรรมเสื่อมนั้น  มีมากมายอาจจะมาจาส่วนตัว  ส่วนครอบครัว  สิ่งแวดล้อม  เศรษฐกิจ  ฯลฯ การแก้สาเหตุจากครอบครัว สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจนั้น  ได้กล่าวไว้แล้ว  แต่ในที่นี้นับว่าสำคัญมากที่สุดก็คือส่วนตัวแต่ละบุคคล  จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขไปสู่การแก้ปัญหาศีลธรรมเสื่อม  คือจะต้องจัดการกับตัวเราเองให้ได้อย่างน้อย  2  วิธี  คือ

                1) พยายามหัดหรือปลูกฝังให้เกิดความฝังใจในการรังเกียจความชั่วช้าต่าง ๆ และประทับใจในความนิยมชมชอบในคุณงามความดีทั้งในที่ลับและที่แจ้ง  อาจจะโดยวิธีพิจารณาให้เห็นว่า  ความชั่วเป็นตัวสกปรกเป็นของเสียของเหม็นสาบ  ไม่มีใครชอบ

                2) พิจารณาถึงเหตุผลในเรื่องเอาใจเขามาใส่ใจเรา  เทียบเคียงกันและกัน คนที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้นั้น  มักจะรู้เทียบเคียงอกเขาอกเราเสมอ  จะเป็นการฝึกไม่ลืมตน  และยังสามารถทำตนให้เป็นที่นิยมรักใคร่ของคนทั้งหลายได้  เพราะคนที่ลืมตนนั้นเมื่อตนเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ เป็นฝ่ายเหนือคนอื่นก็มักจะข่มขู่หรือเหยียบผู้อื่นโดยปราศจากความปรานี

                     3.3.5 ปัญหาโสเภณี    สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวิชรญาณโรรส  ได้ทรงรจนาไว้ในหนังสือเบญจศีลเบญจธรรม  เกี่ยวกับผู้เที่ยวซุกซนชอบคบค้ากับหญิงแพศยา  (โสณี)  จะประสบความเสื่อมเสียประการต่าง ๆ  คือ

                     1) ต้องเสียทรัพย์เป็นค่าบำเรอหญิงนั้นทุกคราวไป  ทรัพย์ที่เสียไปนี้  ไม่ใช่สำหรับทำอุปการะโดยฐานเมตตาที่ได้ชื่อว่าเป็นอันจ่ายด้วยดี  แต่เป็นค่าปรับเพราะลุอำนาจแก่กิเลสกาม

                     2) หญิงแพศยาผู้ประพฤติสำส่อนในกาม  ย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งโรค  อันทำให้ร่างกายพิการไปต่าง ๆ เสียกำลังไม่แข็งแรง  ที่สุดเสียชีวิต  และโรคนี้ติดต่อกันได้  มีบุตรภายหลังแต่เป็นคนมักมีโรค ไม่แข็งแรง

                     3) เสี่ยงต่ออันตรายต่าง ๆ เพราะหญิงแพศยา  ย่อมผูกสมัครรักกับชายหลายคน  ฝ่ายชายต่างคนก็จะเกิดหึงหวงเกียจกันและกันขึ้นเองเป็นฐานะที่เขาจะเกิดวิวาทกันขึ้นแล้วทำลายกัน

                     ตามทรรศนะทางพุทธศาสนาแล้ว  การจะแก้ปัญหาอะไรก็ตามจะต้องแก้ที่ต้นเหตุ  แก้กันไปให้ถึงต้นเหตุจริง ๆ น่าจะได้สาวหาต้นเหตุของการเกิดโสเภณีอย่างแท้จริง น่าจะเป็นไปได้ที่ว่า เพราะตราบใดยังมีคนไปเที่ยวโสเภณี  ตราบนั้นก็ต้องมีโสเภณีแน่  และหากยิ่งมีคนไปใช้บริการนี้มาก  ก็ยิ่งเกิดโสเภณีมากยิ่งขึ้นแล้วทำไมจึงมีคนถึงมีอารมณ์ทางเพศรุนแรงเพิ่มขึ้น  ก็เพราะ

                     1) สภาพสังคมที่อยู่รอบตัวเรานั่นเองส่งเสริมโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสื่อมวลชน  ไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์  วีดีโอ  ละคร  เพลง  การโฆษณา  การจัดประกวดนางงามธิดาต่าง ๆ การกีฬา  หนังสือพิมพ์รายวัน หนังสือลามกต่าง ๆ ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ มีการเผยแพร่ยั่วยุกามราคะจัดยิ่งขึ้น  ฉะนั้น  ตราบใดที่การสื่อสารต่าง ๆ ยังป้อนภาพ-เสียง-สัมผัสที่เร่งเร้า  ปลุกอารมณ์ทางเพศให้ระอุฮือโหมแก่ประชาชนอยู่ตลอดเวลาแล้ว  ตราบนั้นปัญหาโสเภณีย่อมไม่มีวันลดน้อยลงไปได้  และโสเภณีมีแต่จะถูกเพิ่มจำนวนให้มารองรับอารมณ์กามของผู้ชายมากขึ้น  พร้อมกันนั้น  สื่อสารลามกต่าง ๆ ก็จะออกมาเอาใจลูกค้า  กามตัณหาก็เพิ่มทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก

                     2)  ตัวบุคคลแต่ละคน  พระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนให้รักษาศีล  5  เป็นนิจศีลสำหรับบุคคลทั่วไป      มิให้ขาดมิให้ทำลาย  ซึ่งในศีล  5  นั้น  มีข้อที่  3  ที่ให้มีเจตนางดเว้นจากประพฤติผิดในทางกามมีรายละเอียดดังกล่าวไว้ในบทที่  2  ข้อที่ว่าด้วยเบญจศีลเบญจธรรม  เมื่องดเว้นจากการประพฤติในกามนี้เป็นขั้นของศีล  แต่จะมีธรรมควบคู่ด้วย  คือ  จะต้องมีกามสังวร  ปติวัตร  และสทารสันโดษ  เพราะฉะนั้นบุคคลแต่ละคนนี้แหละที่เป็นต้นเหตุอันแท้จริงของการเกิดโสเภณีเพราะบุคคลแต่ละคนขาดธรรมคือกามสังวร  ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำให้ "สังวรในกาม  คือกิริยาที่ระมัดระวังไม่ประพฤติมักมากในกาม"  ก็เพราะในด้านของปัจเจกชน  หากไม่มีความสังวรในกามแล้วจิตใจก็จะหาความสงบมิได้ จะมีความกระวนกระวายแสวงหากามอยู่เรื่อยไป  ทั้งจะวิจิตรพิศดารขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีขอบเขต  เพราะว่าการเสพกามจะทำให้เต็มอิ่มนั้นไม่ได้  มันไม่เหมือนกับการกินข้าว  ที่กินแล้วยังรู้จักอิ่ม แต่การเสพกามนี้เหมือนกับยาเสพติดอย่างหนึ่ง  คือยิ่งเสพก็ยิ่งติด  วิธีการที่ฉลาดกว่าในการที่จะทำให้อิ่มในกามให้เกิดขึ้นก็คือ  วิธีตามแนวพุทธศาสนา  คือการเสพกามให้น้อยลง  น้อยลงเรื่อยๆ จนหยุดไปเอง

                     การจะถือหลักที่ว่า  "น้ำมีไหล  ไฟมีควัน  ชายมีนารี  สตรีมีบุรุษ"  ก็เป็นธรรมดาของปุถุชน  เพราะเมื่อเป็นผู้ใหญ่จบการศึกษามีหน้าที่การงานแล้วก็สามารถมีครอบครัว  คือ    มีสามี  หรือภรรยา  เป็นเพื่อนคู่ชิดมิตรคู่ใจเป็นคู่สร้างคู่สม  มีความรักที่บริสุทธิ์ต่อกัน  ซื่อสัตย์ต่อกันจริงใจต่อกัน  เข้าใจกันและกัน  อาจมีเพื่อนต่างเพศคบกัน  ดูใจกัน  สังเกตอุปนิสัยใจคอกันและกันก่อน  และอย่าชิงสุกก่อนห่าม  ถ้าจะให้ดีก็ต้องให้พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายรับรู้เห็นชอบด้วย จะได้มีหลักประกันหรือมีพยาน  ชนิดที่เราเรียกกันว่า  เข้าตามตรอก  ออกตามประตูอย่าเข้าหลังบ้านออกทางหน้าต่าง  ไม่ปลอดภัยแน่  จะต้องแน่ใจว่าเปแนความรักที่บริสุทธิ์จริงใจต่อกันให้มีสติสัมปชัญญะ  อย่าให้ถึงขั้นมืดมน  ดังที่กล่าวกันว่า  "ความรักเหมือนโรคา  บันดาลตาให้มิดมน"  รักอย่างนี้มีเพื่อต่างเพศอย่างนี้มีจุดหมายที่แน่นอนเพื่อจรรโลงชีวิตคู่หรือชีวิตครอบครัวอย่างนี้  มีจุดหมายที่แน่นอน เพื่อจรรโลงชีวิตคู่หรือครอบครัวอย่างนี้ไม่มีความเสียหาย  สังคมยอมรับปฏิบัติกันอยู่แล้ว 

4.                  วิกฤติสิ่งแวดล้อม

                สิ่งแวดล้อม คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมทั้งที่เป็นรูปธรรม (สามารถจับต้องและมองเห็นได้) และนามธรรม (ตัวอย่างเช่นวัฒนธรรมแบบแผน ประเพณี ความเชื่อ) มีอิทธิพลเกี่ยวโยงถึงกัน เป็นปัจจัยในการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผลกระทบจากปัจจัยหนึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างหรือทำลายอีกส่วนหนึ่ง อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ สิ่งแวดล้อมเป็นวงจรและวัฏจักรที่เกี่ยวข้องกันไปทั้งระบบ

4.1 ปัญหาสิ่งแวดล้อม หมายถึงปัญหาความเสื่อมโทรมในเชิงคุณภาพและปริมาณของสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม อันมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการพัฒนา ขอบเขตของปัญหาสิ่งแวดล้อมสามารถพิจารณาได้จากความรุนแรงของปัญหา มีถึง 4 ระดับด้วยกัน คือระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ทางธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีอยู่สองลักษณะด้วยกันคือ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติในรูปของการร่อยหรอหมดไปและความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวมนุษย์ที่เรียกว่า ภาวะมลพิษ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นผลผลิตตามมาจากการที่สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติต้องเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากการกระทำของมนุษย์ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความสูญเสียดุลยภาพของสิ่งแวดล้อมที่มีทีท่าว่าจะเลวร้ายลงทุกวัน อันจะต้องระดมความคิดและการกระทำช่วยกันแก้ไขทุกวันนี้ก็คือ                                                                                                           1) มลพิษทางอากาศ มาจากก๊าซหลายชนิด เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน สารไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ รวมทั้งอานุภาคบางชนิดและไอของตะกั่ว โรงงานอุตสาหกรรมและยวดยานพาหนะ ยิ่งหนาแน่นมากเท่าไร มลพิษในอากาศก็เพิ่มมากเท่านั้น
                2) มลพิษทางน้ำ น้ำในแม่น้ำลำคลองปัจจุบันเน่าเสีย มีแนวโน้มมากขึ้น เพราะมนุษย์ได้ทิ้งขยะ สารเคมี ปุ๋ย ซากสัตว์ น้ำสกปรกจากโรงงาน ผงซักฟอก ฯลฯ มนุษย์จึงต้องเผชิญกับน้ำไม่บริสุทธิ์ที่ตนใช้ยังชีพและมนุษย์ก็ยังรู้ดีต่อไปว่า น้ำเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตอย่างหนึ่ง และน้ำที่ตนใช้ยังชีพกำลังจะเป็นพิษขึ้นทุกที แต่มนุษย์ก็ไม่หยุดยั้งในการทำน้ำให้เป็นพิษ เพราะความละเลย ความเห็นแก่ตัว มักง่าย และความไม่เอาใจใส่ของมนุษย์นั่นเอง แม่น้ำลำคลองต่าง ๆ จึงเน่าเหม็นเป็นจำนวนมาก

                3) มลพิษทางดิน การที่ดินเกิดภาวะมลพิษมีที่มาจากหลายสาเหตุ เช่น มูลของสัตว์ การใช้ปุ๋ยเกินพอดี ตะกอนของเกลือ สารเคมี โดยเฉพาะขยะมูลฝอย ถ้ากองทิ้งไว้จะเกิดการสลายตัวทำให้เกิดสารอินทรีย์และ   อนินทรีย์ พอฝนตกลงมาน้ำก็จะไหลไปบริเวณข้างเคียง สารต่าง ๆ ก็ตามไปด้วย ทำให้ละแวกนั้นมีพิษไปด้วย นอกจากนี้ขยะบางอย่างก็ยากต่อการทำลายหรือทำลายเพียงบางส่วน ซึ่งถ้าทิ้งไว้ที่ใดก็มักจะคงอยู่ในสภาพเช่นนั้น ถ้าเกิดใครมักง่ายทิ้งลงตามท่อระบายน้ำ จะทำให้เกิดการอุดตัน ถ้าทิ้งบงในแม่น้ำลำคลองจะทำให้ตื้นเขินและเป็นอันตรายต่อเรือที่สัญจรไปมา

                                                        สิ่งที่สบายตัวยากที่กล่าวมาเช่น พลาสติก โลหะ ฝ้าย หนัง เป็นต้น
                4) มลพิษทางอุณหภูมิ โลกปัจจุบัน นับวันอากาศจะแปรปรวนไปจากเดิม เพราะมนุษย์มีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นการเสริมสร้างและทำลายมนุษย์ เช่น ระเบิดไฮโดรเจน ฝนเทียม การถางป่าตัดต้นไม้ ขาดความเย็น หรือการอยู่ในเมืองอย่างแออัดไม่มีต้นไม้ทำให้ฝนไม่ตก หรือความร้อนจากอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรต่าง ๆ ตลอดจนความร้อนจากดวงอาทิตย์ เป็นต้น

                กาลเวลาผ่านมาจนกระทั้งถึงระยะเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษที่ผ่านมา (ระยะสิบปี) ซึ่งเรียกกันว่า "ทศวรรษแห่งการพัฒนา" นั้น ปรากฎว่าได้เกิดมีปัญหารุนแรงด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในบางส่วนของโลกและปัญหาดังกล่าวนี้ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันในทุกประเทศทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เช่น

1)      ปัญหาทางด้านภาวะมลพิษที่เกี่ยวกับน้ำ

2)    ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมสลายและหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ ป่าไม้ พืช สัตว์ ทั้งที่เป็นอาหารและที่ควรจะอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษา

3)    ปัญหาที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานและชุมชนของมนุษย์ เช่น การวางผังเมืองและชุมชนไม่ ถูกต้อง ทำให้เกิดการแออัดยัดเยียด ใช้ทรัพยากรผิดประเภทและลักษณะ ตลอดจนปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมและปัญหาจากของเหลือทิ้งอันได้แก่มูลฝอย

                4.2 สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม

1)  การเพิ่มของประชากร (Population growth) ปริมาณการเพิ่มของประชากรก็ยังอยู่ในอัตราทวีคูณ (Exponential Growth) เมื่อผู้คนมากขึ้นความต้องการบริโภคทรัพยากรก็เพิ่มมากขึ้นทุกทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย พลังงาน

                2) การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี (Economic Growth & Technological Progress) ความเจริญทางเศรษฐกิจนั้นทำให้มาตรฐานในการดำรงชีวิตสูงตามไปด้วย มีการบริโภคทรัพยากรจนเกินกว่าความจำเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิต มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานมากขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีก็ช่วยเสริมให้วิธีการนำทรัพยากรมาใช้ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นและผลสืบเนื่องอันเกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อม คือ

1)    ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ เนื่องจากมีการใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่ประหยัด อาทิ ป่าไม้ถูกทำลาย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ขาดแคลนน้ำ

2)    ภาวะมลพิษ (Pollution) เช่น มลพิษในน้ำ ในอากาศและเสียง มลพิษในอาหาร สารเคมี อันเป็นผลมาจากการเร่งรัดทางด้านอุตสาหกรรมนั่นเอง

4.3    ผลกระทบต่อสังคมไทย

1)    ในแง่ของปัจเจกบุคคล  ซึ่งส่งผลก่อให้เกิดโรคภัยเบียดเบียน ก่อให้เกิดความรำคาญ  สภาวทางจิตเสื่อม  ฯลฯ จนกลายเป็นภาระปัญหาของสังคม

2)    ในแง่ของสังคม  ชุมชนโดยรวมไม่เป็นที่สัปปายะในการอยู่อาศัย การดิ้นรนแสวงหาที่อยู่ใหม่จึงเกิดขึ้น การทำลายก็เพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นสภาวะลูกโซ่ สังคมจึงเสื่อมทรามขึ้น

3)    ในแง่ของการเมือง  วิกฤติต่างๆ ย่อมมีผลในทางไม่ดี อาจเป็นช่องทางให้นักการเมืองและข้าราชการแสวงหาผลประโยชน์ หรือปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมกันมากที่สุด ดังนั้นประเทศใดเกิดภาวะวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมย่อมตกอยู่ในสายตาของชาวโลก เป็นที่แสดงว่าผู้นำของประเทศขาดประสิทธิภาพขาดนโยบายในการบริหารที่ดี เป็นต้น

4)    ในแง่ของเศรษฐกิจ เมื่อเกิดวิกฤติต่างๆ ผลจากวิกฤตินั้นๆ ย่อมไม่เป็นที่ไว้วางใจของต่างชาติ การส่งออกระหว่างประเทศจึงชะงัก ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงต้องหมุนเวียนภายในประเทศ  ประชาชนจึงมีรายได้น้อยลง หรือไปหลงในอบายมุขต่างๆมากขึ้น ก็จึงเป็นสาเหตุการเกิดวิกฤติอื่นๆ ตามมา เช่น วิกฤติด้านสังคม  ด้านการเมือง  เป็นต้น

4.4  พระพุทธศาสนากับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

                พระสงฆ์ในฐานะเป็นองค์กรหนึ่งของสังคม ในการช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังดำเนินไปอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็ควรจะได้ทำความเข้าใจเรื่องความหมาย ขอบข่าย และสาเหตุของการทำลายสิ่งแวดล้อมเสียก่อนแล้วจึงแสวงหาจุดที่เหมาะสมว่า พระสงฆ์ควรจะยืนอยู่ตรงไหนจึงจะเหมาะสมกับการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กล่าวมานี้ ล้วนมีผลกระทบแก่การดำรงอยู่ของมนุษย์ในทุกๆด้าน มนุษย์ต้องการผืนดินในการผลิตอาหารธรรมชาติ แต่ขณะนี้ดินก็หมดประสิทธิภาพในการผลิต ทุกวันนี้ต้องสร้างปุ๋ยเคมี เพิ่มความอุดมให้แก่ดินซึ่งผิดธรรมชาติที่เคยเป็นมา ยิ่งเพิ่มปุ๋ยเคมีลงไปมากเท่าไรก็เป็นการทำลายดินมากเท่านั้น คงต้องใช้เวลานานต่อการย่อยสลายผลิตภัณฑ์สังเคราะห์ต่าง ๆ ที่ทับถมอยู่บนแผ่นดิน ในช่วงเวลาดังกล่าว ดินก็เสื่อมคุณภาพลงไปเรื่อย ๆ กว่าความอุดมสมบูรณ์จะกลับคืนมาก็คงจะใช้เวลานานพอสมควรทีเดียว

                ชีวิตมนุษย์ต้องการน้ำเพื่อการดำรงชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับตาลงแต่ละวัน มนุษย์ต้องใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคประจำวัน เช่น อาบ ดื่ม ทำความสะอาดร่างกาย และสิ่งต่าง ๆ ใช้ในการผลิตผลทางการเกษตรในไร่นา ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ในทางคมนาคม ยานพาหนะบรรทุกคน บรรทุกสิ่งของไปมา ติดต่อกันโดยไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่เมื่อเกิดมลพิษทางน้ำ ประโยชน์การใช้งานเหล่านี้ย่อมลดลงและหมดไปในที่สุด แต่ความต้องการใช้ประโยชน์จากน้ำ มิได้หมดไปด้วย เมื่อความต้องการมีมากปัจจัยตอบสนองความต้องการมีน้อย การช่วงชิงสูง ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทะเลาะกันอย่างรุนแรงได้ในยุคพุทธกาลศากยะตระกูล กับโกลิยะตระกูลอันเป็นตระกูลฝ่ายพุทธมารดาและพุทธบิดา ก็ทะเลาะกันเรื่องน้ำ พระพุทธเจ้าเคยเสด็จไปทรงห้ามบ่อย ๆ แต่พอพระพุทธองค์มิได้ทรงห้ามก็รบกันไม่มีวันหยุดหย่อน น้ำจึงมีความสำคัญต่อชีวิตมาแก่โบราณกาล การขัดแย้งกันมีมานาน หากใช้ทรัพยากรน้ำไม่เป็น น่ากลัวว่าในอนาคตจะมีการช่วงชิงจนเกิดความแตกแยกในสังคมขึ้นมาอีกเป็นแน่แท้ 

                อากาศและอุณหภูมิก็มีความจำเป็นต่อชีวิตไม่น้อยไปกว่าสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ และสำคัญมากเสียด้วย มนุษย์ขาดน้ำยังพออยู่ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ขาดอาหารอยู่ได้นานหลายวัน แต่ขาดอากาศบริสุทธิ์หายใจ ไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็เสียชีวิตทันที หากไม่เสียชีวิตก็อาจจะพิการได้ หากอากาศเสียแผ่ขยายออกไปมาก ๆ ความเจ็บป่วยต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ง่าย กระทบกระเทือนสุขภาพก่อน พอนานเข้าก็เป็นอันตรายแก่ชีวิต หากอากาศเสียขยายไปอย่างรุนแรงมนุษย์อาจจะต้องตายจนสิ้นเผ่าพันธ์ก็ได้อุณหภูมิ ก็มีผลกระทบต่อการดำรงชีพของมนุษย์ไม่แพ้ สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ร่างกายที่ดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุขเพราะร่างกายมีอุณหภูมิสมดุลกับธาตุอื่น ๆ ในร่างกาย และอุณหภูมิในร่างกายย่อมมีความสัมพันธ์กับภายนอกอย่างใกล้ชิด หากอุณหภูมิภายนอกร้อนมากจนร่างกายไม่สามารถปรับตัวอยู่ได้ ก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างแน่นอน

                หากมองปัญหาตามแนวพุทธศาสนาเราก็พบว่าขณะนี้ธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม กำลังมีปัญหาซึ่งอาจจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกวันจนเข้าขั้นวิกฤตขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง ชีวิตมนุษย์ตามพุทธทัศนะประกอบขึ้นมาจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ตามกฏของธรรมชาติ ต้องอาศัย ธาตุ 4 ที่ส่งเข้าไปสู่ร่างกายและถ่ายเทออกมาต้องบริสุทธิ์และสมดุล ร่างกายจึงจะดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุข ถ้าหากเสียดุลบ้างเล็กน้อย ร่างกายก็จะแสดงปฏิกิริยาออกมาในรูปของความอ่อนแอหรือป่วยไข้ ถ้ารุนแรงชีวิตจะแตกสลายทันที หากสิ่งแวดล้อมยังอยู่ในสภาพวะปกติบริสุทธิ์ สดใสตามธรรมชาติ ชีวิตมนุษย์ก็พลอยพบกับความสุขสดชื่นไปด้วย แต่ถ้าเมื่อไรมีความแปรปรวนมากๆ ชีวิตมนุษย์ก็จะประสบทุกข์มากยิ่งขึ้น ภารกิจแห่งการร่วมกันเผชิญปัญหา การค้นคว้าหาสาเหตุของปัญหาและทางแก้ให้พบ ซึ่งมั่นใจว่าทางแก้มีอยู่ จึงมิใช่เป็นหน้าที่ของมนุษย์เพียงคนใด คนหนึ่ง หรือกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกชีวิต เพราะมันจะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความดำรงอยู่ และการล้มสลายแห่งมนุษยชาติทีเดียว

                ในอดีตวิถีไทย คือวิถีแห่งธรรม เพราะธรรม คือแนวทางที่สอนให้มนุษย์สร้างดุลยภาพแห่งชีวิตระหว่างตน ชุมชนและธรรมชาติรอบ ตัวว่าควรจะดำเนินชีวิตให้สอดคล้องสมดุลอย่างไร ตามความเชื่อ ตามวิถีทางพระศาสนาของตนอย่างไร แต่ ณ ปัจจุบันนี้ธรรม นั้น ได้ผันแปร เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อมนุษย์หันหลังที่จะเข้าใจธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติ อันเป็นแม่บทแห่งธรรมมากขึ้น แล้วมุ่ง หน้าตักตวงทำลาย ธรรมชาติอย่างตะกละตะกลาม เมื่อมากเข้านานเข้าก็ยากที่ธรรมชาติจะทานทนได้หรือ เพียงพอกับความโลภ อันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ และยิ่งเมื่อวิถีชีวิตมนุษย์ เดินทางห่างไปจากธรรมชาติ หลงใหลในเทคโนโลยีนำพา        อุตสาหกรรมเข้ามา ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายดุลยภาพที่เคยสอดประสานเป็นวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติภัยแห่งผลพวงนั้นก็เริ่มลุกลามดุลยภาพแห่งชีวิตนั้นจะขาดวิถีแห่งธรรมเสียมิได้ เพราะธรรมคือกรอบคิดหลักที่วางกระบวนการดำเนินชีวิต วางความหมาย แห่ง คุณค่าให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ อันสงบและเรียบง่าย เนื่องจากปัจจุบันป่าต้นน้ำ ถูกทำลาย ถูกบุกรุกแผ้วถางมากมาย ซึ่งทั้งหมดล้วนมาจากผลกระทบของการพัฒนาอย่างไม่ยั่งยืน อันขัดกับหลัก ปฏิบัติตามวิถี ชาวพุทธที่อยู่พอเพียงและเคารพธรรมชาติ
การพยายามดึงเอาสถาบันพระศาสนา ชุมชนและประชาคมเมือง ให้มาสนใจ รับรู้และศึกษา ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับสังคม ทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม และอื่นๆ

                4.5  การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

                การอนุรักษ์ หมายถึง การเก็บรักษา สงวน ซ่อมแซม ปรับปรุงและใช้ประโยชน์ตามความต้องการอย่างมีเหตุผลต่อสิงแวดล้อม เพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดคุณภาพสูงสุดในการสนองความเป็นอยู่ของมนุษย์อย่างถาวรต่อไป  หลักการอนุรักษ์ การที่จะให้บรรลุเป้าหมาย คือ การที่จะทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติไว้ใช้และอยู่คู่กับโลกตลอดไปนั้น มีหลักการอนุรักษ์ 7 ประการ คือ

1)    ใช้อย่างฉลาด การจะใช้ ต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงผลดี ผลเสีย ความขากแคลนหรือความหายากในอนาคต อีกทั้งพิจารณาหลักเศรษฐศาสตร์ถึงต้นทุนและผลตอบแทนอย่างอย่างครบถ้วน

2)     ประหยัด (เก็บ รักษา สงวน ) ของที่หายาก หมายถึง ทรัพยากรใดที่มีน้อยหรือหายาก ควรเก็บรักษาไว้มิให้สูญไป บางครั้งถ้ามีของบางชนิดที่พอจะใช้ได้ ต้องใช้อย่างประหยัด

3)    ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีหนือเสื่อมโทรมให้ดีขึ้น (ซ่อมแซม ปรับปรุง) กล่าวคือ ทรัพยากรใดก็ตามมีสภาพล่อแหลมต่อการสูญเปล่า หรือจะหมดไปถ้าดำเนินการไม่ถูกต้องตามหลักวิชา ควรหาทางปรับปรุงให้อยู่ในลักษณะที่ดีขึ้น

4)      ปรับปรุงให้ดีกว่าสภาพธรรมชาติเดิม เช่น การปฏิรูปที่ดิน การปลูกพืชหมุนเวียน หลายอย่างจะทำให้ดินดีขึ้น

5)      นำของใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เช่น การนำขวดน้ำพลาสติก กระดาษหรือเศษเหล็กเป็นต้นกลับมาใช้ใหม่

6)    ใช้สิ่งอื่นทดแทนทรัพยากรธรรมชาติบางอย่าง เช่น ใช้แกลบขี้เลื่อยและขยะเป็นเขื้อเพลิง การใช้ปูนซิเมนต์ในการก่อสร้างแทนไม้

7)    ใช้เทคโนโลยีที่เหมาสมในการพัฒนา และต้องศึกษาผลได้ผลเสียอยางรอบคอบเสียก่อน เช่น การสร้างโรงไฟฟ้า หรือเขื่อน เป็นต้น

5.             ข้อเสนอแนะ       

                พระพุทธศาสนาสอนเรื่องสันโดษ สันโดษ ความหมายตามตัวอักษรหมายถึง "ความยินดีในของของตน" (โดยไม่แย่งชิงกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น) คำว่าสันโดยที่นำเอามาใช้เป็นภาษาไทย มาจากภาษาสันสกฤตว่า สํโตษะ คือความยินดี ความพอใจพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2525 ให้ความหมาย คำว่าสันโดษว่า "ความยินดีหรือความพอใจเท่าที่ตนมีอยู่; มักน้อย" (อัปปิจฉตา) ซึ่งตรงข้ามกับมหิจฉตา ที่แปลว่า "มักมาก" ในของของผู้อื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่นคำว่า สันโดษ หากเป็นภาษาบาลี มาจากศัพท์ว่า สนฺโตสะ และมีอีกศัพท์หนึ่งว่า สนฺตุฏฺฐิ (สันตุฎฐี) ซึ่งก็หมายถึง "ยินดีด้วยของของตน" เช่นกัน จะเห็นได้ พบได้ในพระพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า "สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ" แปลตามที่ท่านแปลกันมาว่า "ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง" และอีกบทหนึ่งว่า "ยํ ลทฺธํ เตน ตุฏฺฐพฺพํ" แปลว่า "ได้สิ่งใดพึงพอใจในสิ่งนั้น"มีข้อน่าสังเกตว่า "ตุฎฺฐพฺพํ" ที่แปลว่า "สันโดษ" แปลว่า "พอใจ" ก็ได้ ส่วนในปทานุกรมบาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต ฉบับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (หน้า 774) มีว่า "สันโดษที่เป็นภาษาไทย มาจากภาษาบาลีว่า สนฺตุฏฺโฐ ภาษาสันสกฤตว่า สํตุษฺฎิ ก็มีความหมายเช่นเดียวกับที่ได้ยกนำมาเสนอ ตั้งแต่ตอนต้นแล้ว ในภาษาอังกฤษ คำว่า Contenment* และ Satisfaction** สำหรับ Contentedness ตรงกับคำว่า สันโดษ ซึ่งให้ความหมายว่า "พอใจ; สันโดษ; พอความต้องการ" ตามความหมายที่ผ่านมา คำว่า "สันโดษ" ไม่ได้แปลหรือมีความหมายว่า ไม่ให้พัฒนาตน สังคม หรือประเทศชาติ แต่ประการใด คำสอนเรื่อง "สันโดษ" เท่ากับสอนให้ "รู้จักพอ" คำว่า          "สันโดษ" ทางพระพุทธศาสนามี 3 ประการ คือ

                1)  ยถาลาภสันโดษ ยินดีในสิ่งที่ตนได้มา โดยชอบด้วยศีลธรรมและนิติธรรม

                2)  ยถาพลสันโดษ ยินดีตามสมควรแก่กำลังกายและกำลังสุขภาพของตน ไม่ยินดีจนเกินกำลัง

                3) ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร ตามที่เหมาะสมแก่ตน แก่ภาวะ ฐานะ และแนวทางในการดำเนินชีวิตของตน

                สันโดษทั้ง 3 เป็นไปในปัจจัย 4 (สำหรับบรรพชิตคือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลาน เภสัชช์/สำหรับคฤหัสถ์ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค) จึงรวมเป็นสันโดษ 12 (3x4=12) สันโดษมีปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์อรรถกถาและฎีกามากมาย ไม่น้อยกว่า 10 แห่ง การสอนเรื่องสันโดษ เป็นการสอนมิให้มีความปรารถนามาก อยากมีมาก (มหิจฉตา) โลภมาก ในสิ่งที่ไม่ใช่สิทธิของตนอันที่จริงมีรถ 10 คัน ก็ใช้ได้ทีละคัน มีบ้าน 10 หลัง ก็นอนได้คืนละหลัง จะโลภมาก มักมาก ไปทำไมกัน คำสอนทางพระพุทธศาสนามีถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ แบ่งเป็น 3 ปิฎก คือ

1)      พระวินัยปิฎก 21,500 พระธรรมขันธ์

2)      พระสุตตันตปิฎก 21,500 พระธรรมขันธ์

3)      พระอภิธัมมปิฎก 42,000 พระธรรมขันธ์

                พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิได้ทรงสอนให้สันโดษ* เท่านั้น ยังมีคำสอนที่ให้ขยันหมั่นเพียร (อุฏฐานะ)   มีความเพียร (วิริยะ/วายามะ) ให้มีการเก็บรักษา (อารักขา) คบเพื่อนดี (กัลยาณมิตร) เลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีพพอสมควร ไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป ไม่ฝืดเคืองเกินไป (สมชีวิตา) เลี้ยงชีวิต เลี้ยงครอบครัว พอเหมาะพอสม สันโดษ   มิได้หมายความว่า สอนให้งอมืองอเท้า ไม่ขวนขวายศึกษาเล่าเรียน ไม่ประกอบการงานอาชีพแต่อย่างไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้อีกว่า ต้องมีอิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)** คือคุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย มีคำสอนที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) เช่นจักร 4 คือธรรมะที่นำชีวิตไปสู่ความรุ่งเรือง ดุจล้อรถนำรถไปสู่ที่หมายฉะนั้น (มีปฏิรูปเทสวาส อยู่ที่ในถิ่นที่ดี สัปปุริสปัสสยะ สมาคมกับสัตบุรุษ คือคนดี อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ทำดีไว้ก่อน)  จักร 4 นี้ เรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า "พุทธธรรม" คือธรรมอันมีอุปการะมาก (Virtues of great assistance) ช่วยให้ชีวิตประสบความก้าวหน้า เจริญงอกงามไพบูลย์ตลอดไป วุฒิธรรม 4 คือ ธรรมเป็นเครื่องเจริญ 4 มี (สัปปุริสสํเสวะ คบคนดีเป็นสัตบุรุษ สัทธัมมัสสวนะ ฟังพระสัทธรรม เอาใจใส่ในการศึกษาหาความรู้ โยนิโสมนสิการ คิดหาเหตุผลโดยถูกวิธี พิจารณาในใจโดยวิธีอันแยบคาย/แยบยล ธัมมานุธัมมปฏิบัติ ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม) พระพุทธศาสนามีภาษิตว่า มตฺตญฺญุตา สทา สาธุ ความรู้จักประมาณ (ความรู้จักพอ) จำปรารถนาในที่ทั้งปวง เรามีมัชฌิมา ความรู้จักประมาณ ปฏิบัติแบบสายกลาง

                                                                                                                       มีอัตตัญญุตา ให้รู้จักประมาณตน
พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติ มีชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง พัฒนาสังคม ประเทศชาติให้เจริญพัฒนามีมากมายครับ เพราะฉะนั้นมองอะไรอย่ามองด้านเดียว ต้องมองอย่างขึ้นที่สูงมอง หรือต้องมองอย่างนกมอง (bird's eye view) คำว่าสันโดษนี้ อาจได้แปลว่า "พอ, ความพอ, ความรู้จักพอ" คนรู้จักพอ จึงจะเป็นคนร่ำรวย คนไม่รู้จักพอจึงเป็นคนจนอยู่ตลอดกาล คนไม่รู้จักพอ จึงเท่ากับเป็นคนมีไม่พอ พอไม่มีนั่นเอง หากบุคคลในสังคมมีคำว่าพอแล้วย่อมไม่ก่อสร้างปัญหาใดๆ ให้กับสังคม ชุมชน และประเทศชาติ

6.             บทสรุปและวิเคราะห์

                ปัญหาทุกปัญหาที่สังคมโลกและทุกประเทศ รวมถึงสังคมไทยกำลังเผชิญอยู่นั้น เป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกคนได้รับ  สาเหตุที่แท้จริงของทุกปัญหานั้นมาจากเหตุเพียงเหตุเดียว คือ ความด้อยคุณภาพของประชากร ทั้งระดับครอบครัว ระดับสังคม ระดับชาติ จำนวนประชากรที่มีคุณภาพต่ำเป็นจำนวนมากในสังคมเหล่านั้น ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะสร้างคุณภาพที่สูงขึ้นไปแก่ประชาชนในสังคมไทย

                ปัญหาต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้  เช่นปัญหาเศรษฐกิจ  ปัญหาสังคม ก็เกิดจากฝีมือของคนเห็นแก่ตัว  หวังเพื่อประโยชน์ส่วนตนทั้งสิ้น  โดยไม่มองถึงความเดือดร้อนของคนอื่น  เห็นความเดือดร้อนของคนอื่นเป็นเรื่องไกลตัว  แต่ถ้าคนเราแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้  มองว่ามนุษย์เท่าเทียมกัน  และคนเหล่านี้ไม่เอาเปรียบกันมีจิตสำนึกดี เชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในสังคมคงจะหายไป เพราะฉนั้นคนที่เอาเปรียบคนอื่น หรือเห็นแก่ตัวควรจะมองปัญหาสังคม  และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้เสีย แล้วปัญหาต่าง ๆ  ก็จะไม่ตามมา    จะแก้ไขปัญหาง่ายมาก  เพียงแค่คนมีจิตสำนึก รู้จักคำว่า "หน้าที่ และมีวินัย " ปัญหาต่าง ๆ ก็คงไม่เป็นแบบวันนี้ และคงไม่ฝังรากจนเติบโตจนยากแก่การแก้ไข แต่ถ้าคิดจะแก้ไขก็คงไม่สายถ้าคิดจะทำ กระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และอิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและบุคคลในสังคม ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และค่านิยม ควรที่ทุกฝ่ายทั้งอาณาจักรและศาสนจักรต้องประสานร่วมมือกันป้องกันแก้ไขปัญหาในระบบสังคม ค่านิยม อุดมการณ์ รวมทั้งคุณธรรม จริยธรรม และร่วมกันปลูกจิตสำนึกบุคคลในสังคมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมมากขึ้น

                การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำเอาหลักธรรมทางศาสนาประยุกต์เข้ากับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ควบคู่กับการสร้างคุณภาพชีวิตเยาวชนผู้เป็นประชากรใหม่ของสังคมในยุคต่อๆไป โดยสถาบันครอบครัวมีอิทธิพลต่อเยาวชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นสถาบันแรกที่ให้การอบรมทางด้านจิตใจ ให้ความรัก ความอบอุ่น เอาใจใส่ดูแล ทะนุถนอม ปกครองดูแลอย่างถูกต้องแล้วก็จะสามารถให้เยาวชนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและคุณธรรมได้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาให้กับสังคม ส่งผลให้สังคมมีความสงบสุข เพราะเยาวชนในวันนี้ก็คือผู้นำและพัฒนาสังคมประเทศชาติในวันข้างหน้า

***************************

-          เอกสารอ้างอิง

  • จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร .  สวัสดิการสังคมทางแก้วิกฤตสังคมไทย . กรุงเทพฯ  : บริษัทฟ้าอภัย  , 2540.
  •  พระธรรมปิฎก (.. ปยุตโต) . ธรรมกับการพัฒนาชีวิต  . กรุงเทพฯ  : มูลนิธิพุทธธรรม , 2539.
  • พระธรรมปิฎก (.. ปยุตโต) . พุทธวิธีแก้ปัญหา เพื่อศตวรรษที่ 21 . กรุงเทพฯ  :
  •   มูลนิธิพุทธธรรม ,   2539.
  •   พระธรรมปิฎก (.. ปยุตโต) . ธรรมนูญชีวิต  . กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์กรมการศาสนา , 2540.
  •  พระธรรมปิฎก (.. ปยุตโต) . พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม  . กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์กรมการศาสนา , 2542  .
  •  สมพร สุขเกษม , ดร . ความจริงของชีวิต . กรุงเทพฯ  : สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา , 2542 .
  •  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ . สังคมวิทยาตามแนวพุทธศาสตร์ . กรุงเทพฯ  :โรงพิมพ์กรมศาสนา  , 2530 .
  • ที่มา www.watsamrong.com/tamma3.htm -

รวมเว็บพระพุทธศาสนา http://www.dhammajak.net/directory/

คำถามที่ต้องการคำตอบด้วยเหตุและผล

โดย
สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ
สำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี
พุทธศักราช ๒๕๓๙


พระพุทธศาสนา คืออะไร ?
๒. พระพุทธศาสนามีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์อย่างไร ?
๓. จุดมุ่งหมายแห่งการสั่งสอนของพระพุทธเจ้า   คืออะไร ?
๔. สถานภาพของพระพุทธศาสนาในบรรดาศาสนาปัจจุบันของโลก   เป็นอย่างไร ?
๕. จำนวนประชาชนที่เป็นชาวพุทธในประเทศไทยมีเท่าไร    เมื่อเปรียบเทียบกับ
ผู้นับถือศาสนาอื่น ?
๖.  การปกครองคณะสงฆ์ไทย มีรูปแบบอย่างไร ?
๗. องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก   คืออะไร ?
๘. ประเทศไทยมีบทบาทในองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกอย่างไรบ้าง ?
๙. ธงสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา   มีความหมายอย่างไร ?
๑๐. สัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา   มีความหมายอย่างไร ?
๑๑. นิกายเถรวาทและมหายานนั้น   มีความแตกต่างกันอย่างไร ?
๑๒. ชาวพุทธควรเชื่ออย่างไร ?  และเชื่ออะไร ?
๑๓. เป็นความจริงหรือไม่ที่ว่าชาวพุทธได้รับการสั่งสอนให้มีขันติธรรม   หรือความทนได้ต่อความเห็น  ความเชื่อ   ขนบประเพณีละความประพฤติของผู้อื่นที่แตกต่างไปจากของตน ?
๑๔. เราจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่มีศาสนาได้หรือไม่ ?
๑๕. ในพระพุทธศาสนามีรูปแบบแห่งการปฏิบัติโดยเฉพาะหรือไม่ ?
๑๖. การรักษาศีลห้า   มีผลดีอย่างไร ?
๑๗. บุคคลอาจดำรงชีวิตแบบชาวพุทธได้อย่างไร ?
๑๘. มีคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ที่ว่า   พระสงฆ์ควรมีบทบาทในการช่วยสังคม
เพิ่มขึ้นจากการสอนธรรมะ ?
๑๙. เหมาะสมหรือไม่ที่จะเชื่อว่า   การเป็นชาวพุทธที่แท้จริงนั้น   จะต้องปฏิบัติ
กรรมฐาน หรือบำเพ็ญสมาธิและปัญญาเท่านั้น   และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง
การรับใช้สังคมอะไรเลย ?
๒๐. ทำไมพระสงฆ์จึงต้องครองจีวรที่ทำจากผ้าซึ่งนำมาตัดต่อกัน   พระที่ครองจีวร
สีคล้ำ   เคร่งกว่าพระทั่วไปหรืออย่างไร ?
๒๑. ทำไมพระสงฆ์จึงต้องออกบิณฑบาตในตอนเช้า ?
๒๒. เมตตาสากลหรือการแผ่ความปรารถนาดีไมตรีจิตไปทั่วสากล   มีการสอนใน
พระพุทธศาสนาอย่างไร ?
๒๓. คำสอนของพระพุทธเจ้าว่าด้วยเรื่องชาติ   ชั้นวรรณะ  มีว่าอย่างไร ?
๒๔. พระพุทธศาสนามีทัศนะต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร ?
๒๕. เป็นความจริงหรือไม่ที่ว่า   พระพุทธศาสนาเป็นทุนิยม   คือมองโลกในแง่ร้าย?
๒๖. เหตุไฉนชาวพุทธจึงสร้างและบูชาพระพุทธรูป ?
๒๗. การทำบุญ   หมายความว่าอย่างไร ?
๒๘. การทำทาน   มีความหมายอย่างไร ?
๒๙. การที่ชาวพุทธรับไตรสรณคมน์นั้น   หมายความว่าอย่างไร ?
๓๐. พระพุทธ   พระธรรม  พระสงฆ์  คืออะไร ?
๓๑. การไปวัด   หมายถึงอะไร ?
๓๒. เป็นการบังคับหรือไม่ ที่จะให้ชาวพุทธผู้เป็นคฤหัสถ์ไปวัดเป็นประจำ ?
๓๓. ในพระพุทธศาสนา   สตรีสามารถจะบรรลุธรรมได้หรือไม่ ?
๓๔. ในบางประเทศผู้หญิงสามารถบวชเป็นภิกษุณีได้จริงหรือไม่?
๓๕. พระพุทธศาสนามีท่าทีอย่างไรต่อการเป็นโสเภณี ?
๓๖. คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็น พลวัต คือมีพลังทางศีลธรรมที่ก่อให้เกิด
การกระทำ   หรือความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ?
๓๗. พระพุทธศาสนาสรรเสริญความกตัญญูรู้คุณอย่างไร ?
๓๘. อนัตตา คืออะไร ?   เราจะนำแนวความคิดนี้มาใช้กับชีวิตประจำวัน   ได้อย่างไร ?
๓๙. ถ้าไม่มีอัตตาหรือตัวตนที่ถาวร   กรรม คือการกระทำดีหรือชั่ว   จะอาจให้ผล
แก่ผู้ทำได้อย่างไร ?
๔๐. บุคคลจะเป็นเทพในชาตินี้ได้อย่างไร ?
๔๑. เทพที่กล่าวถึงในพระพุทธศาสนามีกี่ประเภท   ?
๔๒. พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีปฏิบัติเพื่อประโยชน์อะไร ?
๔๓. การศึกษา  ๓ ประการ  หรือไตรสิกขา   ที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนคืออะไร ?
๔๔. หลักสำคัญของพระพุทธศาสนา   คืออะไร ?
๔๕. เราอาจบรรลุนิพพานในชีวิตนี้ได้หรือไม่ ?
ภาคผนวก ๑   พระสูตรบางเรื่อง
ภาคผนวก ๒   พระพุทธศาสโนวาทบางข้อ   จัดเป็นหมวดตามลำดับจำนวน
ภาคผนวก ๓   สาวกชั้นนำบางรูปและบางท่าน

พบคำตอบได้ที่  

http://www.seameo.org/vl/buddhist/content.htm#q21


Blog EntryAug 18, '09 10:00 AM
for everyone

   

เพลงชาติไทย
ประเทศไ ทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราาชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุถกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศสชาติไทยทวี มีชัย ชโย

                             

เพลงชาติไทย
Thailand is the unity of Thai blood and body.
The whole country belongs to the Thai people, maintaining thus far for the Thai.
All Thais intend to unite together.
Thais love peace, but do not fear to fight.
They will never let anyone threaten their independence.
They will sacrifice every drop of their blood to contribute to the nation,
will serve their country whith pride and prestige--full of victory, Chai Yo.

ที่มา: หนังสือ THAILAND in the 90s ของสำนักนายกรัฐมนตรี

                                                                                                                                     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดอกไม้ประจำชาติไทย

 

 

 

สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทย

 

 

 

 

 


Blog EntryAug 18, '09 9:20 AM
for everyone


 
                   โครงกระดูกมนุษย์ยักษ์สมัยโบราณ
 
















ขอบคุณแหล่งที่มาwaizaดอทคอม

อาลัยเหยื่อแผ่นดินไหวพบผู้รอดชีวิตเฮติต่อเนื่อง
 
วันนี้( 18 ม.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวในเฮติร่วมประกอบพิธีรำลึกต่อผู้ที่จากไป ขณะที่ความช่วยเหลือต่าง ๆ ยังคงทยอยหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ต้องไปรวมตัวกันตามสนามบาสเกตบอลหรือลานกว้างต่าง ๆ เพื่อประกอบพิธีรำลึก เนื่องจากโบสถ์เกือบทุกแห่งพังถล่มเพราะแผ่นดินไหว หลายคนบอกว่า นอกจากรำลึกถึงผู้เสียชีวิตแล้ว ยังสวดมนต์ให้ผู้สูญหายที่ยังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง รวมถึงตัวเองและครอบครัวที่ตอนนี้ต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย เพราะบ้านพังถล่ม ขณะที่สนามบินกรุงปอร์โตแปรงซ์ยังคงคลาคล่ำไปด้วยเครื่องบินลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากองค์กรและประเทศต่าง ๆ อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าเครื่องบินลำเลียงขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดนไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจอดที่สนามบิน เพราะพื้นที่ไม่ว่าง ทำให้ต้องไปลงจอดที่โดมินิกันและลำเลียงสิ่งของมาทางรถบรรทุกแทน
เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคง พบร่างผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังจากเหตุแผ่น ดินไหวในเฮติอย่างต่อเนื่อง แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วหลายวัน ด้าน นาร์ดีน คาร์โดโซ วัย 62 ปี เจ้าของโรงแรมมอนทานาในกรุงปอร์โตแปรงซ์ ได้รับการช่วยเหลือในวันนี้ หลังจากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของโรงแรมของเธอเองนานกว่า 100 ชั่วโมง น่าประหลาดใจที่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง มีเพียงอาการอ่อนเพลียเนื่องจากขาดน้ำเท่านั้น หน่วยกู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวใต้ซากปรักหักพังของโรงแรมมอนทานาแห่งนี้ เนื่องจากเชื่อว่ายังมีผู้เคราะห์ร้ายติดค้างอยู่อีกจำนวนมาก โดยก่อนหน้านี้ สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาได้แล้ว 3 คน ขณะที่หน่วยกู้ภัยจากเม็กซิโกสามารถช่วยผู้รอดชีวิตออกจากอาคารที่พังถล่มอีกหลายแห่งได้ถึง 7 คน ส่วนใหญ่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนานเกือบ 100 ชั่วโมง

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม 2553 เวลา 08:42 น.]  

10 อันดับประเทศที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากที่สุด
 

อันดับที่ 10 : Hungary
Hungary ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากถึง 36.8 % ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ



อันดับที่ 9 : Switzerland
Switzerland ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากถึง 40.9 % ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ



อันดับที่ 8 : Slovenia

Slovenia ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากถึง 41.6 % ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ



อันดับที่ 7 : Armenia
Armenia ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากถึง 42.7 % ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ



อันดับที่ 6 : Sweden
Sweden ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากถึง 46.1% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ



อันดับที่ 5 : Ukraine
Ukraine ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากถึง 48.1% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ



อันดับที่ 4 : Belgium
Belgium ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากถึง 54.1 % ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ



อันดับที่ 3 : Slovakia
Slovakia ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากถึง 54.3 % ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ



อันดับที่ 2 : Lithuania
Lithuania ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากถึง 64.4% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ



อันดับที่ 1 : France
France ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากถึง 76.9 % ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ




ที่มา ToptenThailand

 

 โดย :The Ripper ( สมาชิกไอดีที่ 124891) โพสเมื่อ [ วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน 2553 เวลา 20:44 น.]  


 

แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นส่งผลให้กระแสไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง

 


ญี่ปุ่น 8 เม.ย. - แผ่นดินไหว 7.4 ริกเตอร์ ซึ่งต่อมาสำนักงานธรณีวิทยาของสหรัฐลดระดับเป็น 7.1 ริกเตอร์ ส่งผลให้เกิดกระแสไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างทางตอนเหนือของญี่ปุ่นความคืบหน้าเหตุแผ่นดินไหวตามมาหรืออาฟเตอร์ช็อก วัดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 7.1 ริกเตอร์ ที่จังหวัดมิยางิ ความรุนแรงของอาฟเตอร์ช็อกครั้งล่าสุดนี้ ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าขัดข้องเป็นบริเวณกว้างทางตอนเหนือของญี่ปุ่น แรงสั่นสะเทือนยังรู้สึกได้ไกลถึงกรุงโตเกียว ที่เมืองเซนได ผู้คนบนตึกระฟ้าหลายแห่งต่างตื่นตระหนกเมื่อภายในห้องทำงานเกิดสั่นไหวอย่างรุนแรง หลังเกิดอาฟเตอร์ช็อก ทางการญี่ปุ่นได้ประกาศเตือนสึนามิ แต่ได้ยกเลิกในเวลาต่อมาส่วนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าอาฟเตอร์ช็อกครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ด้วยหรือไม่  อาฟเตอร์ช็อกครั้งนี้นับว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่กลืนชีวิตผู้คนไปร่วม 25,000 คน และจนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากอาฟเตอร์ช็อกครั้งนี้แล้ว 2 คน บาดเจ็บอีกร่วม 100 คน.-สำนักข่าวไทย

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:"ข่าวเข้ม ฉับไว เป็นกลาง"

 

   โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน 2554 เวลา 13:18 น.]

 

 

ญี่ปุ่นเฮ!อุดรอยรั่วเตานุกสำเร็จ
 

คนญี่ปุ่นเริ่มยิ้มออก หลังเจ้าหน้าที่ใช้ "โซเดียม ซิลิเกต" อุดรอยรั่วกู้วิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะความคืบหน้าสถานการณ์วิกฤติโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 6 เม.ย.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ว่า บริษัทโตเกียว อีเลคตริค เพาเวอร์ (เทปโก) เจ้าของผู้ดูแลโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ 250 กม.ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียว ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอยรั่วขนาดยาว 20 ซม.บนบ่อระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 จนเกิดน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ไอโอดีน-131 สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 4,000 เท่าได้ไหลลงสู่ทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก จนเกรงว่าจะเกิดอันตรายในระยะยาว รัฐบาลญี่ปุ่นจึงต้องประกาศเกณฑ์มาตรฐานวัดความปลอดภัยสำหรับอาหารทะเล ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนโดย เทปโก แถลงว่า คนงานของบริษัทสามารถอุดรอยรั่วได้สำเร็จแล้วเมื่อเวลาประมาณ 05.38 น.วันพุธตามเวลาท้องถิ่นซึ่งตรงกับ 03.38 น.วันเดียวกันตามเวลาในประเทศไทย ด้วยการอัดสารเคมีที่มีชื่อว่า "โซเดียม ซิลิเกต" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "น้ำแก้ว หรือ น้ำกาว" โดยข้อมูลในอินเตอร์เน็ตระบุว่า สารเคมีตัวนี้เป็นน้ำยาบ่มคอนกรีตชนิดโซเดียม ซิลิเกต สามารถแทรกซึมบนพื้นผิวของคอนกรีตและปูนฉาบได้เป็นอย่างดี หน้าที่ถูกกำหนดให้มาทำปฏิกิริยากับหินปูน ส่วนที่เหลือจากปฏิกิริยาไฮโดรชั่นอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ผิวหน้าของคอนกรีตแข็งขึ้น ลดรูพรุนที่เกิดจากน้ำในคอนกรีตที่ระเหยออกมาได้ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เทปโก เคยพยายามมาแล้วหลายครั้งในอันที่จะอุดรอยรั่วนี้ให้ได้ ถึงขนาดใช้วิธีการอัดซีเมนต์ลงไปแต่ก็ยังไม่เป็นผลอย่างไรก็ตามเมื่ออุดรอยรั่วได้แล้ว ดูเหมือนว่าระดับของสารกัมมันตรังสีในน้ำทะเลนอกฝั่งของโรงไฟฟ้าจะลดลงไปด้วย แม้จะเป็นข่าวดีชิ้นแรกในช่วงหลายวันที่ผ่านมาของการกู้วิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่วางใจเสียทีเดียว ต้องทำการตรวจสอบซ้ำอีกครั้งว่า มีรอยรั่วปรากฏตรงจุดอื่นๆอีกด้วยหรือไม่ ซึ่งทำให้น้ำทะเลมีระดับของสารกัมมันตรังสีสูงเกินปกติเจ้าหน้าที่ของเทปโก กล่าวด้วยว่า เทปโกมีความกังวลเกี่ยวกับการสะสมของก๊าซไฮโดรเจนในอาคารคลุมเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1ซึ่งอาจมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงเมื่อผสมกับก๊าซออกซิเจน จนเกิดการระเบิดขึ้นมาก็ได้ ดังนั้นเทปโก จึงมีแผนที่จะอัดฉีดแก๊สไนโตรเจน ซึ่งเป็นแก๊สเฉื่อยที่มีอยู่มากมายในชั้นบรรยากาศเข้าไปแทนที่ของก๊าซออกซิเจน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิดขึ้นมา กระบวนการนี้จะต้องเร่งดำเนินการอย่างเร็วที่สุด
   



ทั้งนี้นับตั้งแต่เกิดภัยธรรมชาติถล่มพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมาทางการได้ประกาศพื้นที่อันตรายห้ามเข้าในรัศมี 20 กม.รอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ต้องประกาศอพยพผู้คนจำนวนมากออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากโรงไฟฟ้าปล่อยสารกัมมันตรังสีลอยฟุ้งไปในอากาศ เกิดการปนเปื้อนทั้งในน้ำดื่ม และผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนั้นทางเกาหลีเหนือยังอ้างว่า ได้ตรวจพบสารกัมมันตรังสีในอากาศแม้จะน้อยอยู่ แต่ก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ด้านอินเดียซึ่งเป็นประเทศแรกที่สั่งห้ามนำเข้าอาหารทุกชนิดจากประเทศญี่ปุ่นในขณะนี้
 ขณะที่ประเทศอื่นๆเช่น จีน สิงคโปร์ และ สหรัฐเลือกที่จะห้ามนำเข้าจากจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะเท่านั้น ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) แถลงว่าจะเริ่มการเข้มงวดเรื่องการตรวจวัดสารกัมมันตรังสีในอาหารที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนการประมงในรัศมี 20 กม.รอบโรงไฟฟ้าก็ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งก็เท่ากับเขตอันตรายห้ามเข้าในรัศมี 20 กม.รอบโรงไฟฟ้า
เจ้าหน้าที่เทปโกระบุต่อไปว่า เทปโกยังคงดำเนินการเททิ้งน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี 11,500 ตัน เพราะต้องใช้พื้นที่ในการกักเก็บน้ำที่มีการปนเปื้อนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งสำหรับงานกู้วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และ ขณะนี้ได้ทำการเททิ้งลงในทะเลไปแล้ว 10,400 ตัน แต่ปฏิบัติการนี้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงทั้งในประเทศญี่ปุ่นเองและในต่างประเทศ เช่นรัฐบาลของเกาหลีใต้เพื่อนบ้านของญี่ปุ่น ระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กดดันมากสำหรับเกาหลีใต้ส่วนหุ้นของบริษัทเทปโกยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในวันพุธ โดยลดลงไปร้อยละ 6.9 ปิดที่ราคา 337 เยน ถือว่าตกมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และผลกระทบด้านเศรษฐกิจนับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว สึนามิและวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจทำให้ประเทศญี่ปุ่นต้องอยู่ในภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในช่วงอีกหลายเดือนที่กำลังจะมาถึงนี้ ตัวแรกของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไปที่สนามบินนาริตะ กับสนามบินคันไซ ยังลดลงไปประมาณ 2 ใน 3  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะอนุมัติเงินงบประมาณฉุกเฉินก้อนแรกกว่า 3 ล้านล้านเยน (35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท) ในการฟื้นฟูประเทศ แต่ยอดเงินทั้งหมดอาจสูงถึง 10 ล้านล้านเยนสำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปของเมืองฟูกูชิมะ จังหวัดฟูกูชิมะ เริ่มกลับสู่สภาวะปกติในบางส่วนแล้ว โดยในวันพุธ มีการเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กจำนวน 70 โรงด้วยกัน หลังจากที่ต้องปิดทำการเรียนการสอนเพราะเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ วันเดียวกันนี้ เจ้าชายนารูฮิโต มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น พร้อมด้วยพระชายา เจ้าหญิงมาซาโกะ ได้เสด็จไปเยี่ยมปลอบขวัญประชาชนผู้ประสบภัย ซึ่งอพยพมาจากจังหวัดฟูกูชิมะและเข้ามาอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ภายในสนามกีฬาอายิโนะโมโตะ เมืองโชฟุ จังหวัดยามากูจิ ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงตรัสถามประชาชนด้วยความห่วงใย
ทั้งนี้มีรายงานจากกรุงจากการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แจ้งว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.8 ริคเตอร์ ในทะเลนอกชายฝั่งประเทศอินโดนีเซียเมื่อคืนวันพุธ โดยสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐ รายงานว่า ตรวจจับแรงไหวได้เมื่อเวลา 21.01 น. (เวลาเดียวกันกับไทย) มีจุดศูนย์กลางอยู่ลึก 18 กม. ในทะเลห่างชายฝั่งเมืองซิโบลกา บนเกาะสุมาตราประมาณ 190 กม. ขณะที่ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิก ที่เกาะฮาวายของสหรัฐ ไม่ได้ออกประกาศเตือนภัยสึนามิแต่อย่างใด.
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

   โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน 2

554 เวลา 07:23 น.]

ภูเขาไฟชิลีพ่นเถ้าถ่านกระทบเที่ยวบินทั่วโลก
 

ระทึก! ภูเขาไฟชิลีพ่นเถ้าถ่าน กระทบการสัญจรทางอากาศ ฝั่งอเมริกากลางพายุฝนถล่มตายอื้อ

วันนี้(17 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สนามบินฮอร์เก นิวบิรี ในกรุงบัวโนสไอเรส ของประเทศอาร์เจนติน่า ต้องระงับเที่ยวบินทั้งหมดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพราะภูเขาไฟปูเยฮิวในชิลี ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงพ่นเถ้าถ่านอีกระลอก  หลังจากเมื่อช่วงต้นปีเคยปะทุมาแล้ว จนส่งผลกระทบต่อการเดินทางด้วยเครื่องบินไปทั่วโลก    นายฮวน พาโบล  ชิอาวี  รัฐมนตรีคมนาคมอาร์เจนติน่า กล่าวว่า  เราต้องรอให้เขม่าควันเถ้าถ่านจางไปเสียก่อน ถึงจะเปิดสนามบินอีกครั้ง อย่างไรก็ตามสนามบินในเมืองใหญ่ๆ ของอาร์เจนติน่า  ยังคงเปิดเที่ยวบินระหว่างประเทศ  ขณะที่สายการบินแอลเอเอ็นของอาร์เจนติน่า แถลงว่า เที่ยวบินภายในประเทศได้รับผลกระทบเกือบทั้งหมด รวมทั้งเส้นทางบินไปยังเมืองเมนโดซา

ด้าน อุรุกวัย   เที่ยวบินระหว่างประเทศ 15 เที่ยวบิน ต้องยกเลิกที่สนามบินนานาชาติคาร์ราสโกในกรุงมอนเตวิดีโอ ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินที่เดินทางไปยังประเทศชิลี อาร์เจนตินา และบราซิล   ขณะที่สายการบินโกวันและแทมของบราซิล ยกเลิกเที่ยวบินที่ไปยังกรุงบัวโนสไอเรสและกรุงมอนเตวิดีโอแล้ว

ส่วนสถานการณ์พายุฝนถล่มอเมริกากลาง ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 

ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากฝนตกและโคลนถล่มทั่วภูมิภาคเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า 70 ศพ รวมทั้งผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 9 ศพจากเหตุการณ์เชิงเขาถล่มในเอลซัลวาดอร์ นอกจากนี้ ถนนหลวงถูกน้ำท่วม  หมู่บ้านหลายแห่งถูกตัดขาด  ประชาชนหลายพันครัวเรือนไร้ที่อยู่   เช่นเดียวกับที่กัวเตมาลา พายุฝนกระหน่ำ มีผู้เสียชีวิต 28 ศพ สูญหาย 2 คน   ขณะที่ฮอนดูรัสก็มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 12 ศพ.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 โดย :หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม 2554 เวลา 13:35 น.]  


                ความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์ชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ 

ผลจากการวิเคราะห์ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาพบว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยความดีโดยกาย วาจา และใจเป็นบุคคลที่ถึงพร้อมด้วยความกตัญญูกตเวทีอย่างสม่าเสมอไม่เลือกกาลเวลา แต่ถ้าจะกล่าวอ้างก็เป็นเพียงเพื่อน้อมนำการกระทำของเพื่อนมนุษย์ ได้โน้มน้าวต่อการกระทำความดี  เราชาวพุทธพึงมั่นเจริญสติ สมาธิเพื่อถึงพร้อมด้วยปัญญา..เพราะนั่นหมายถึงการเข้าถึงซึ่งการปฎิบัติด้วยแล้ว  .สาธุ....

                                                                                                              ....ksupavadee... 

                                        หญิงไทยงามอย่างไทย        

                                          

 


MusicJun 4, '09 9:09 AM
for everyone
sundown Piano in the garden Chamras Saewataporn 
dragonfly Piano in the garden Chamras Saewataporn 
fly to imagination Piano in the garden Chamras Saewataporn 
the couple birds Piano in the garden Chamras Saewataporn 
evening Piano in the garden Chamras Saewataporn 

ลูกสาวและเพื่อนทำโครงงานโดยนำเศษวัสดุไม้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม



Download this and other original video files with Multiply Premium.

VideoAug 25, '08 7:42 AM
for everyone
คุณปู่สอนพวกผมให้ทำขนมตาล



Download this and other original video files with Multiply Premium.

NoteGuestbook
   
tubtimsayam wrote on Sep 27, '11
สวัสดีครับ กะผม นายณัฐวุฒิ เพลงอินทร์ ม.3/14 เลขที่ 9 ได้เข้าไปศึกษาบ้านเป็ดยอดใจ เรื่อง ภูมิอากาศในทวีปยุโรป ครับ
tubtimsayam wrote on Sep 27, '11
สวัสดีครับ กะผม นายปภังกร ธรรมประกอบ ม.3/14 เลขที่ 12 ได้เข้าไปศึกษบ้านปักษาวายุ เรื่อง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครับ
tubtimsayam wrote on Sep 27, '11
สวัสดีครับ กะผม นายกิติชัย บุตรจันทร์ ม.3/14 เลขที่ 2 ได้เข้าไปศึกษาบ้านนารีรีัตน์
เรื่อง ความเป็นมาของประเทศในทวีปอเมริกา ครับ
tubtimsayam wrote on Sep 27, '11
สวัสดีครับ กะผม นายกิตติธัช สุทธิบริบาล ม.3/14 เลขที่ 4 ได้เข้าไปศึกษาบ้านนารีรีัตน์ เรื่อง อเมริกาใต้ ครับ
kaennakhon42 wrote on Aug 15, '11
สวัสดีค่ะ ดิฉัน นาวสาวฐานิตา สุวรรณรัตน์ ม.3/2 เลขที่ 30 ได้เข้าไปศึกษาบ้านดอกลำใย เรื่องประเภทของแผนที่ ค่ะ
ksupavadee wrote on Jul 10, '11
คุณครูไปราชการเพื่อร่วมกิจกรรมปฏิบัติธรรม อิ่มบุญ 999 วัด ที่วัดโพธิ์ บ้านโนนทัน 3วัน 8-10 กรกฎาคม 54 พระอาจารย์เมตตามอบ VCD กิจกรรมมาให้ชมด้วยค่ะ สาธุ
ksupavadee wrote on Jun 21, '11, edited on Jun 26, '11
นักเรียนพบกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในทวีปอเมริกาใต้
ที่บ้านแก่นธรรมได้แล้วนะคะ
ksupavadee wrote on Jun 21, '11
นักเรียนพบทวีปอเมริกาใต้ได้ที่บ้านยิ้มแย้มนะคะ
ksupavadee wrote on Jun 21, '11
นักเรียนพบกับเหตุการณ์สำคัญของทวีปอเมริกาใต้ที่บ้านวิหคไร้รอยได้แล้วนะคะ
ksupavadee wrote on Jun 21, '11
นักเรียนพบทวีปอเมริกาเหนือที่บ้านอดิศรได้แล้วนะคะ
ksupavadee wrote on Jun 21, '11
นักเรียนพบกับภูมิธรณีที่บ้านวรารมย์ได้แล้วนะคะ
ksupavadee wrote on Jun 21, '11, edited on Jun 25, '11
นักเรียนพบกับภูมิดาราได้ที่ บ้านสิรินท์ธาทิพย์ ได้นะคะ
ksupavadee wrote on Jun 19, '11
นักเรียนพบกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโลกได้ที่บ้าน ธารธาราสีโลหิต นะคะ
ksupavadee wrote on Jun 19, '11
นักเรียนพบ เทคโนโลยี สารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่บ้านทับทิมสยามได้แล้วนะคะ
ksupavadee wrote on Jun 19, '11
นักเรียนพบกับ ภูมิอุทกที่บ้านฤดูร้อนได้แล้วนะค่ะ
ksupavadee wrote on Jun 19, '11
นักเรียนร่วมตอบคำถามที่บ้านสัปปายะ ได้แล้วนะคะ
kaanrean wrote on Jun 17, '11
เสร็จแล้วนะครับ วิธีการลงวิด๊โอจาก Youtube : http://kaanrean.multiply.com/journal/item/2/2
pin3sai wrote on Jun 17, '11
สวัสดีค่ะ ทางบ้านฤดูร้อนได้เพิ่มเติมภาพเกี่ยวกับเนื้อหาแล้วนะคะ
zerzes wrote on Jun 16, '11
สายันต์สวัสดิ์เจ้าค่ะ บ้านวิหคไร้รอยได้แก้ไขข้อมูลเรื่อว "ความเป็นมาของประเทศในทวีปอเมริกา" เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ติติงได้นะเจ้าคะ ^^
puksawayu wrote on Jun 16, '11
สวัสดีค่ะ บ้านปักษาวายุ ได้ลงข้อมูลเรื่อง 'การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม' เรียบร้อยแล้วค่ะ
^๐^
Pages:12